Skip to main content
Home << ข่าวสารและกิจกรรม << งานเปิดตัวหนังสือและเสวนา "รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา"

งานเปิดตัวหนังสือและเสวนา "รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา"

b

เมื่อเร็วๆนี้ HER Publishing ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ "รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา" ผู้เขียน ผมอยู่ข้างหลังคุณ - "คุณหมอพีรพล ภัทรนุธาพร" ณ ร้าน Sweet Cafe ซอยอารีย์  มีสื่อมวลชนและแฟนๆจากเพจ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” มาร่วมงาน ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟหอมๆ และการพูดคุยอย่างเป็นกันเองของคุณหมอ

c_1

HER:    ในวาระที่ปีนี้ครบรอบ 10 ปีของการเขียนหนังสือของคุณหมอพีรพล หรือที่แฟนๆ นักอ่าน รู้จักกันดีในชื่อ ผมอยู่ข้างหลังคุณ มาถึงวันนี้แล้วคุณหมอยังตื่นเต้นอยู่ไหมครับ กับการที่ได้มานั่งต่อหน้าคนอ่านของตัวเองแบบนี้?

คุณหมอ:   ตื่นเต้นครับ เพราะปกติผมไม่ค่อยได้เจอผู้อ่าน เจอกันผ่านแต่บนจอโทรศัพท์ จริงๆ ผมก็ไม่รู้ตัวว่าเขียนหนังสือมา 10 ปี จนเมื่อบรรณาธิการถามผมว่าเขียนหนังสือมานานเท่าไหร่ ผมก็ลองไปเสิร์ชกูเกิ้ล จนไปเจอบล็อกของตัวเองที่เริ่มเขียนไว้ตอนปี 2548 ไล่เวลามาก็นานเกือบจะ 10 ปีแล้ว

HER:  จำได้ไหมครับว่าครั้งแรกคุณหมอเขียนถึงเรื่องอะไร?

คุณหมอ:   จริงๆ ผมไม่ได้เขียนในเว็บบอร์ดของ pantip เป็นที่แรก แต่เขียนที่เว็บบอร์ด ThaiDvD ตอนนั้นยังไม่ได้ใช่ชื่อ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่าน พออ่านมาเรื่อยๆ ก็อยากหาเพื่อนคุย จึงเริ่มตั้งกระทู้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้คน และหลังจาก ThaiDvD จึงมาตั้งกระทู้ต่อใน pantip เรื่องแรกที่เขียน ถ้าจำไม่ผิดจะเขียนถึงหนังเรื่อง The Village ของ  MNight Shyamalan

d

HER:  แล้วที่มาของชื่อนามปากกา "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" มาจากไหนครับ?

คุณหมอ:   คือว่าเว็บ pantip ในสมัยก่อนนั้นต้องมีชื่อ log in ที่จริงแล้ว ผมก็มีชื่ออื่นที่ใช้ล็อกอินอยู่ 2-3 ชื่อ แต่ผมจำพาสเวิร์ดของชื่อเหล่านั้นไม่ได้ (หัวเราะ) ทีนี้พอนึกอยากมาตั้งกระทู้เลยต้องคิดชื่อใหม่ ผมอยากได้ชื่อภาษาไทย ไอเดียของชื่อนี้มันเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกในค่ำคืนที่ผมได้ดูหนังเรื่อง The Ring ซึ่งเป็นหนังผีญี่ปุ่นที่น่ากลัวมาก แล้วตอนนั้นผมก็กำลังนั่งทำงานไปด้วยอยู่คนเดียว จึงคิดจินตนาการไปว่าถ้าตอนนี้มีคนอยู่ด้วยมันจะเป็นอย่างไรนะ ความรู้สึกออกแนวหลอนๆ จึงได้ชื่อนี้ออกมาว่า "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้แล้วจะมีคนสงสัยถึงที่มาของชื่อกันมากว่าหมายถึงอะไร

HER:  เดี๋ยวนี้คุณหมอหันมาเขียนบทความลง facebook มากขึ้น ไม่ได้เขียนใน pantip แล้ว ช่องทางทั้งสองนี้ต่างกันอย่างไร?

คุณหมอ:   ผมคิดว่ายุคสมัยการเขียนเพจในเฟซบุ๊ค มันต่างกับการเขียนยุคก่อนที่เป็นกระทู้ เป็นบล็อก ผมคิดว่าเฟซบุ๊คมันก็มีข้อดี ข้อเสีย ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นเรื่อง เพราะบางทีเราอยากคุยแค่ประเด็นเดียว ซึ่งมันก็ตอบโจทย์ของคนยุคนี้ที่ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ ผมว่าโลกยุคใหม่มันมีความหลากหลาย มันเป็นยุคที่คนอ่านเลือกอ่านได้ เพราะถ้าเราอ่านในรูปแบบที่เป็นสเตตัส แน่นอนมันมีทั้งคนที่เขียนลึก เขียนตื้น หรือแม้กระทั่งของผมเอง ก็มีทั้งเขียนลึก เขียนสั้น ซึ่งก็แล้วแต่คนอ่านจะเลือกว่าชอบอ่านแบบไหน

h

HER:   กลับมาที่เรื่องหนังสือเล่มล่าสุดของคุณหมอ "รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา" ปกติหนังสือส่วนใหญ่ของคุณหมอ ชื่อมันจะไม่หวานขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้น ที่อยู่ๆ คุณหมอมาเขียนเรื่องความรักที่ดูหวานแหววกว่าเล่มอื่น?

คุณหมอ:   จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าปกจะฟรุ้งฟริ้ง หวานขนาดนี้ (หัวเราะ) คือจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือของผมจะมีการคิดคอนเซ็ปต์ล่วงหน้าว่าอยากจะเขียนประเด็นนี้ แล้วก็จะคิดชื่อหนังสือไว้หลายชื่อในใจ จากนั้นผมก็จะไปนำเสนอบรรณาธิการว่าสนใจไหม แต่ก่อนจะนำเสนอ ผมก็ไปสำรวจตลาดเองด้วยว่า สิ่งที่เราจะเขียนมันมีคนเขียนแล้วหรือยัง ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากเขียนหนังสือรัก เพราะในตลาดมีคนเขียนเยอะอยู่แล้ว แต่พอผมเข้าร้านหนังสือไปยืนอ่านดู แล้วก็พบว่ามันมีประเด็นหนึ่งที่ผมอยากสื่อสาร และยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง

ในตอนนั้นผมคิดชื่อเรียกหนังสือเล่มนี้เล่นๆ ว่า รักป่วย คือส่วนใหญ่เรื่องความรัก ถ้าเราดูหนัง ดูละคร มันก็คือเรื่องรัก ขัดแย้ง ผิดหวัง สมหวัง จบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่มันยังไม่มีหนังสือรักที่พูดว่า หลังจากนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไร เช่นอีกสิบปีคุณไปตรวจเจอว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แต่คุณรักกับแฟนมาเป็น 10 ปี แล้วถามว่าความเจ็บป่วยจะมีผลต่อความรักไหม รักแท้ไม่เปลี่ยนแปลงจริงไหม แน่นอนมันกระทบต่อชีวิตรักเราแน่ๆ แล้วผมก็เป็นหมออยู่แล้ว มันจึงยิ่งทำให้เห็นชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมเลยสนใจอยากจะนำเสนอประเด็นนี้ ผมเขียนคำนิยมไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เหมือนไทม์แมชชีน ที่พาเราไปดูวันข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องเรากับแฟน แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้าง เช่นวันหนึ่งพ่อแม่เราเกิดสมองเสื่อม แล้วเราจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร  พูดง่ายๆ ก็คือหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงมุมมองความรักที่หลากหลาย ในแง่มุมที่หลายคนไม่อยากพูดถึง หรือเป็นแง่มุมที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย

f

HER: แล้วทำไมจากชื่อ "รักป่วย" ถึงกลายมาเป็นชื่อ "รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา ได้"

คุณหมอ:  ก็มีการพูดคุยกับบรรณาธิการ (จีระวุฒิ เขียวมณี)ว่าผมมีเรื่องในแง่มุมนี้ ความรักที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง และคิดว่ามันน่าจะได้เป็นประโยชน์

บก.จีระวุฒิ:  ถ้าเป็นชื่อรักป่วย ผมว่าจะดูไม่ค่อยดีนะ มันชวนหดหู่ไปหน่อย (หัวเราะ) ก็มีการพูดคุยกับคุณหมอในการคิดชื่ออื่นๆ ซึ่งคุณหมอก็เสนออีกหลายชื่อเข้ามา แล้วก็มีชื่อนี้โผล่มาในตอนท้ายๆ ว่า “รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา” พอได้ฟังแล้วผมรู้สึกว่ามันใช่เลยนะ เพราะเมื่อได้อ่านบทความต่างๆ ในหนังสือ มันมีทั้งความเศร้า ความร้าวรานบางอย่างอยู่ในนั้น แต่ไม่ได้ชวนให้คนเศร้าหมอง กลับชวนให้คนอ่านอยากค้นหาและทำความเข้าใจมันมากกว่า
ผมมองว่าตั้งแต่คุณหมอเขียนหนังสือมา มันยังขาดหนังสืออยู่เล่มหนึ่งในมุมมองผม “รัก หวานน้อย ไม่ใส่น้ำตา” ก็คือเล่มนั้น มีความสมบูรณ์ที่สุดในแง่ที่พูดถึงบริบทของความรักได้ครบถ้วน ทั้งความรักแบบครอบครัว หนุ่มสาว ความรักที่มีความต้องการทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะความรักมันมีหลายแง่มุมที่ยังไม่ได้ถูกพูดถึง แต่จะพูดถึงอย่างไรให้คนอ่านสามารถนำไปคิดต่อได้

HER : ในฐานะบรรณาธิการเล่มนี้ คิดว่าผลงานที่ออกมาต่างจากเล่มอื่นของคุณหมออย่างไร?

บก.จีระวุฒิ:  ส่วนตัวผมคิดว่าใกล้เคียงความสมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าผมอ่านหนังสือคุณหมอมาทุกเล่ม  ซึ่งหนังสือของคุณหมอจะมีความหนักแน่นทางเหตุผลค่อนข้างเยอะ จะมีจังหวะที่หนักๆ ในเรื่องของการนำเสนอความคิดผมจึงอยากให้คุณหมอลองนำเสนอมุมสดใสมุ้งมิ้งบ้าง (หัวเราะ) อยากให้คุณหมอได้ขยายความอ่อนโยน ความขี้เล่นในงานเขียนของตนให้มากขึ้น เพราะจริงๆ คุณหมอเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่แล้ว และก็มีแง่มุมที่น่าสนใจที่จะนำเสนอที่สามารถทำให้ผู้อ่านอิ่มไปกับมันได้  สุดท้ายสำหรับเล่มนี้ผมจึงค่อนข้างพอใจ เพราะผมอยากทำหนังสือที่พูดถึงเรื่องความรักแบบนี้ ไม่หนักมาก แต่ก็ไม่ได้เบาโหวง เราอยากทำหนังสือรักที่เข้าไปสำรวจในจุดต่างๆ ในพื้นที่หัวใจบางจุดของคนอ่าน ซึ่งหนังสือเล่มนี้มันจะพาเราไปสำรวจจุดนั้นในหัวใจของเราได้

e

HER: เป็นทั้งคุณหมอและนักเขียนด้วย บทบาททั้งสองอย่างนี้มีความยากง่ายต่างกันไหม?

คุณหมอ : ผมว่ามีทั้งส่วนที่ช่วยเกื้อหนุนกัน และมีทั้งส่วนที่เป็นข้อจำกัดต่อกัน อย่างการเขียนกระทู้กับการเขียนหนังสือเป็นเล่ม ก็ต่างกัน การเขียนหนังสือเป็นเล่มมันช่วยจัดระบบความคิดของเราได้ อย่างการเขียนกระทู้ เช่นเขียนถึงหนังเรื่องหนึ่ง เขียนเพื่อการสื่อสารให้รู้เรื่อง เข้าใจ ผมจะพยายามหาวิธีย่อยเนื้อหาให้คนอ่านรู้เรื่อง ซึ่งผมเริ่มเขียนเมื่อตอนปี 2548 ตอนนั้นผมยังเรียนหมออยู่เลย ก็รู้สึกว่ามันช่วยได้หลายอย่าง เอาสิ่งที่เรียนมาผนวกกันได้ แต่การเขียนกระทู้มันมีผลตอบรับ มีคนอ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็น เราก็จะเห็นว่าสิ่งที่เราเขียนมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ในมุมกลับกัน การเรียนหมอทำให้เราเจอคนที่หลากหลาย ในภาวะที่หลากหลาย ทำให้เห็นว่าโลกนี้มีอะไรมากกว่าชุดความคิดเดิมที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เราไม่ด่วนตัดสินคน แม้คนจะแสดงความคิดเห็นแบบไหน แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดที่ผมเองต้องระวังในสิ่งที่เขียน เราจะไม่เอาเรื่องของคนไข้ไปเขียน  หรือในหน้าเพจเฟซบุ๊ค ก็จะเห็นว่าผมไม่เคยเปิดเผยหน้าตาตัวเอง

HER: เคยเจอความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ที่บั่นทอนความรู้สึกของเราไหม?

คุณหมอ: ต้องมีอยู่แล้วครับ เพราะถ้าไม่อยากเจอความคิดเห็น ผมแนะนำว่าให้เขียนลงสมุดแล้วอ่านคนเดียว (หัวเราะ) เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งโลกจะคิดเหมือนกันหมดว่า “โอ้ย เขียนดีจังเลย” และแน่นอนเมื่อมีคนเห็นต่าง เขาก็ต้องโยนความคิดของเขาเข้ามา แต่แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร ผมจำได้ว่าช่วงหนึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์ บางคนบอกว่าอยากให้เขียนเรื่องหนังอย่างเดียว อย่าไปเขียนเรื่องสังคมเลย ไม่กี่วันต่อมา ก็ไปเจออีกข้อความว่าไม่อยากให้เขียนเรื่องหนังเลย อยากให้เขียนสิ่งที่คุณเรียนมา ข้อดีก็คือช่วยให้เราได้ทบทวนว่าสิ่งที่เขียนมันยังขาดอะไร ต้องศึกษาอะไรเพิ่ม บางความเห็นที่เสนอในสิ่งที่เรายังขาดอยู่ เราก็ปรับปรุงได้ บางความเห็นที่ไม่ตรงกับแนวทางของเราก็ปล่อยไว้ เพราะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนตัวเองได้ตามที่ทุกคนบอก

HER: สุดท้ายอยากให้คุณหมอพูดถึงคนอ่านสักหน่อยครับ เพราะบางคนติดตามงานของคุณหมอมาตั้งแต่ปี 2548 หรือบางคนเป็นรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งติดตามทั้งในรูปแบบโซเชียลเน็ตเวิร์กและในหนังสือ

คุณหมอ :  ต้องขอบคุณทุกคนที่ได้มางานวันนี้ บอกตรงๆ ว่าสมัยที่ผมเป็นคนอ่าน แล้วไปเจอนักเขียนที่เราชื่นชม ใจหนึ่งก็ตื่นเต้น อีกใจหนึ่งก็งงๆ เหมือนกันว่าจะไปเจอเขาทําไม (หัวเราะ) ผมจําได้ว่าตอนมีหนังสือเล่มแรก แล้วมีการไปแจกลายเซ็นช่วงแรกๆ ไม่มีคนเข้ามาขอเลย (หัวเราะ) ผมจึงรู้สึกเขินๆ กับงานลักษณะนี้ แต่พอผ่านไปหลายครั้ง ได้เจอเพื่อนนักอ่านแล้วรู้สึกดี คือทุกคนตั้งใจมา บางคนขนหนังสือมา 8 เล่ม บางคนก็เอาของอย่างอื่นมาฝากด้วย รู้สึกซาบซึ้ง ทําให้เกิดพลังใจในการเขียน เพราะกําลังใจของคนอ่านสําคัญจริงๆ บางทีเราไม่รู้ว่าเขียนไปมีคนอ่านหรือเปล่า หรือคนอ่านแล้วชอบหรือเปล่า ต้องขอบคุณคนที่มาจริงๆ แต่ไม่ใช่แค่ที่มาในวันนี้เท่านั้น แค่คนกดไลค์หรือแสดงความคิดเห็นก็ต้องขอบคุณด้วย เพราะถ้าไม่มีคนแสดงความคิดเห็น ผมก็คงเขียนอยู่แบบเดิมเหมือนเมื่อ10 ปีก่อน วนอยู่แค่ว่าหนังสือเรื่องนี้ดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ แต่คนอ่านเหมือนเป็นครู คอยชี้จุดตรงนั้นตรงนี้ให้เราว่าอันนี้อ่านไม่รู้เรื่อง อ่านอันนี้แล้วชอบหรือไม่ชอบ เราก็นํามาปรับปรุง พัฒนากับงานของเราได้ ขอบคุณทุกคนจริงๆ ครับ

i

โดยในงาน คุณกัญญภัทร สุขสมาน บรรณาธิการบริหาร Her Publishing ให้เกียรติมอบช่อดอกไม้เป็นกำลังใจให้คุณหมอพีรพลและร่วมถ่ายรูปหมู่ 

นักเขียนจะรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นๆ จะเขียนดีหรือไม่ดี สิ่งสำคัญคือ ผู้อ่านจะเป็นคนบอกได้ดีที่สุด……

 

 

Posted on Wednesday, November 12, 2014 เข้าอ่าน 229 ครั้ง


จำนวนหนังสือทั้งหมด 7,583 เล่ม
วงการบันเทิง กอสซิป หนังสือแจกฟรี FAQ User Guide ขอเชิญร่วมงาน Art in the Garden นิทรรศการแสดงงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ หนังสือแนะนำทั้งหมด คลิ๊ก 18+ Magazine 7 ห้องสมุดที่ดีที่สุดในเอเชีย ที่คุณต้องไปให้ได้!!! ติดต่อเรา @Kitchen My Cool Kitchen โลกส่วนครัวริมรั้วหลังบ้าน ข่าวสารทั้งหมด คลิ๊ก + ปิดตา เปิดใจ…ร่วมประสบการณ์ การ “ให้” แบบ Dine in the Dark นิตยสารมาใหม่ กฎหมาย การเมือง หนังสือมาใหม่ MAROON 5 ทำเซอร์ไพรส์คู่รัก ในงานแต่ง เพลง SUGAR อัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “V” ท่องเที่ยว กีฬา อ่านฟรี นิตยสารแนะนำ นิตยสารทั้งหมด หนังสือทั้งหมด นานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือ แค่ ๑๓ กรณีตัวอย่าง เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว บนเส้นทางการค้าประเวณี บ้าน การแต่งบ้าน การจัดสวน