Skip to main content
Home << ข่าวสารและกิจกรรม << Fate Diary บันทึกพลิกโลก : บันทึกเล่มเดียวพลิกโลกได้ทั้งใบ

Fate Diary บันทึกพลิกโลก : บันทึกเล่มเดียวพลิกโลกได้ทั้งใบ

POP 1

“ฐาวรา สิริพิพัฒน์” คงมีใครหลายคนที่ไม่คุ้นกับชื่อนี้ และหากพูดถึงหนังสือแนวแฟนตาซี คงไม่มีใครไม่รู้จักนักเขียนที่ใส่จินตนาการลงในหนังสือได้เสมือนจริง จากนิยายหลายๆเรื่องที่ผ่านมาทำให้นาม Dr.POP เป็นที่รู้จักในวงการนักเขียนแนวโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกับผลงาน The White Road ทำให้วงการหนังสือโรแมนติกแฟนตาซีสั่นสะเทือนเพราะผู้เขียนเป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย หลังจากนั้นยังตามมาด้วยผลงาน Girl & A Doll และ Boy & A Doll และวันนี้เรียกได้ว่ากระแสความแรงแบบครั้งนั้นได้กลับมาอีกครั้งแล้วกับ Fate Diary บันทึกพลิกโลก”

“Fate Diary บันทึกพลิกโลก” ผลงานล่าสุดของ Dr.POP สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เปิดตัวยอดขายสูงสุดอันดับ 1 ที่บูธนานมีบุ๊คส์ในรอบ 23 ปี ในงานสัปดาห์หนังสือ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา ทีม Mbookstore ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “Dr.POP” นักเขียนที่ถูกสื่อให้ฉายากับเขาว่า "Prince of Sci-Fi ของไทย" เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาก่อนที่จะ “Fate Diary บันทึกพลิกโลก” จะถือกำเนิด

Mbookstore: ที่แรกที่ทำให้นักอ่านรู้จัก “Fate Diary บันทึกพลิกโลก”

Dr.POPป๊อปจะลง Fate Diary ไว้ที่แรกคือเว็บไซต์ Dekdee.com เพราะป๊อปจะให้เกียรติ Dekdee ทุกครั้งที่มีหนังสือใหม่ เพราะป๊อปรู้สึกว่าป๊อบเกิดมาจากเด็กดี ก่อนที่หนังสือจะออกก็ควรจะได้ลงที่นี่ เนื้อเรื่องเป็นนิยายแบบดิบๆที่ยังไม่ได้ edit อะไรเลย อัพลงไปในDekdee เพื่อให้แฟนคลับที่เขาติดตามป๊อปได้อ่านกัน วิจารณ์ ติชม แล้วจะได้มาปรับก่อนที่จะวางตลาดจริง คือเราเป็นนักเขียนแต่ก็ไม่ใช่จะรู้ทุกอย่าง มันอาจจะมีคนที่เขาเห็นข้อผิดพลาดอะไรเราก็เอามาใส่แล้วทำให้งานของเราดีขึ้นได้ ดีกว่าที่เราจะไป adjudge มันเอง

Mbookstore: แสดงว่าผู้อ่านถือเป็นส่วนหนึ่งในการปิดต้นฉบับของ Dr.POP

Dr.POP: ใช่คับ ให้ผู้อ่านเข้ามาช่วยกันออกความเห็นกับงานของเรา ความคิดของป๊อปจะค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าเป็นสมัยก่อนจะเป็น everything depend on POP พอสมควร ซึ่งมันก็เฟี๊ยวฟ๊าวไปตามวัย แต่พอเราโตขึ้นเราผ่านอะไรมาเยอะเราอยากให้งานมันออกมาดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ บางทีเราเขียนแล้วสำนวนมันไม่ดี ผู้อ่านก็จะมาบอกทัก เราก็เอามาปรับปรุงให้งานมันดีขึ้น

Mbookstore: คิดว่าเราสะสมประสบการณ์มามากน้อยแค่ไหน

Dr.POP:  ชีวิตป๊อปเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อ 13 ปีที่แล้วกับตอนนี้มันเป็นคนละเรื่องกันเลย เมื่อช่วงนั้นป๊อปอายุแค่ 17-18 และมีชื่อเสียงค่อนข้างเร็ว พอมีชื่อเสียงเร็วมันก็ทำให้เรารับมือกับอะไรที่มันถาโถมเข้ามาไม่ได้ จนมันกลายเป็นเด็กที่ดูเฟี้ยวฟ้าวดูเหลิง ดูแรง เรารู้สึกว่าพอเรารับความมีชื่อเสียงที่เข้ามาเร็วไม่ได้ เราปรับตัวไม่ได้ มันก็เกิดกระแสหลายอย่างกับสังคมคนรอบตัวเรา ป๊อปยอมรับเลยว่าเสียเพื่อนดีๆไปเยอะ ด้วยเพราะนิสัย หยิ่ง ยะโส จองหอง เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางจักวาลทั้งหมดทุกแกแลคซี่ เป็นคนดังนะ มีชื่อเสียงด้วย รวยด้วย แต่ไม่มีความสุขเลย ป๊อปพูดได้เลยว่าตอนนั้นไม่มีเพื่อนแท้ในชีวิต ป๊อปเรียกคนอื่นว่าเพื่อนสนิท แต่เขาไม่ได้เรียกเราว่าเป็นเพื่อนสนิทของเขา มันเป็นความรู้สึกที่เราดีกับทุกคน แต่ทุกคนก็ไม่ได้ดีกับเราด้วยนิสัย แม้กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งเข้าไปใหญ่ ด้วยมีอิสระเลยทำให้กลายเป็นคนธาตุไฟแตก เรียกได้ว่าเป็นตัวพ่อกันได้เลย จนกลายเป็นคนที่ไม่มีใครคบ ตอนเข้าไปปี 1 นี่ คนไม่คบ Dr.POP เลย เพราะเราแรงเราคิดว่าเราดังนะ คนก็เลยมีอาการแอนตี้และเกลียดเรา แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองผิด แต่คิดว่าเห้ย!! ทำไมคนอื่นไม่เข้าใจเรา จนเรียนจบมาก็มีเพื่อนไม่มาก คือกลุ่มหนึ่งที่เขายังประคองเราเอาไว้ได้ ซึ่งถามว่าเขารักเรามากขนาดไหน เขาก็ยังมีความรู้สึกกลัวๆเกรงๆ จนกระทั่งจบออกมาได้ทำงาน โชคดีที่ป๊อปมีความสามารถ ก็เลยมีงานเข้ามาทุกวันตั้งแต่เข้าวงการมานี่มีงานทุกวัน แต่เป็นงานที่จ้างเพราะความสามารถ ไม่ได้จ้างเพราะความรักหรือเอ็นดูเรา ถ้าเรานิสัยดีกว่านี้เราคงไปได้ไกลกว่านี้แน่ๆ แต่พอเรามีนิสัยที่แย่กว่าเยอะเขาก็เลยจ้างแค่มาทำงานรับเงินแล้วก็กลับไป ไม่ได้มีความผูกพันธ์อะไรกัน จนในที่สุดป๊อปก็เจอคนมากมาย เจอความรักอะไรเยอะแยะมากมายหลายรูปแบบ และในที่สุดป๊อปก็เสียความรักไปทุกรูปแบบ กลายเป็นแบบเราไม่มีรักแท้ในชีวิต ซึ่งตอนนั้นเราก็ยัง judge คนอื่น คิดว่าคนอื่นแย่ ในที่สุดเมื่อปีที่แล้วป๊อปคิดฆ่าตัวตาย หนีออกจากบ้านไปเลย 7 วัน เก็บของ เขียนจดหมายลาตายทิ้งเอาไว้เลย เรารู้สึกว่าโลกมันโหดร้าย มันไม่น่าอยู่ เรารักใครก็ไม่มีใครรักเรา เราโทษคนอื่นเขาไม่ดีกับเรา แต่เราไม่เคยมองตัวเองว่าเราเป็นอย่างนี้มันจะได้อะไรกลับมา ในที่สุดก็เลยตัดสินใจว่าจะฆ่าตัวตาย คิดว่า 29 ปีของป๊อปมันมากพอแล้ว เนี่ยคือจบ แต่วันสุดท้ายก่อนที่จะทำอะไรลงไป ก็เปิดมือถือขึ้นมาแล้วมีข้อความมีสายที่ไม่ได้รับเป็นร้อย เพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ที่เขาเป็นห่วง ที่เขาตามหาเรา มันทำให้เรารู้สึกว่า ขนาดเรานิสัยแบบนี้คนส่วนหนึ่งเขายังรักและเป็นกำลังใจให้เรา แล้วทำไมเราไม่ทำตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อจะตอบแทนความรักของเขา เลยตัดสินใจแพคกระเป๋ากลับมา กลับมาอ่านหนังสือเป็นร้อยเล่มเพื่อหาวิธีที่มันจะหลุดพ้นกับความทุกข์ ที่จะทำให้ตัวเองมีจิตวิทยาที่ดีขึ้น เข้ากับตัวเองได้ เข้ากับคนอื่นรอบกายได้ จนในที่สุดกลายเป็นคนเข้าใจโลก กลายเป็นคนที่รู้จักให้อภัย กลายเป็นคนที่รู้จักจะเปลี่ยนตนเอง เราเคยคิดเสมอว่าเราจะเปลี่ยนคนอื่น มันก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนคนอื่น แต่พอเราอ่านเยอะเรากลับเข้าใจว่าการจะเปลี่ยนคนอื่นได้เราต้องจัดการเปลี่ยนตัวเองให้ได้ก่อน แล้วพอเปลี่ยนตัวเองได้ คราวนี้ความรักที่ดีมันอยู่กับเราถาวรมาก เราไม่สูญเสียใครไปอีกแล้วเพราะเรารู้ว่าความรักมันคืออะไร แล้วทำตัวอย่างไรถึงจะได้มีความรัก เราก็ใช้ความผิดพลาดความล้มเหลวของเรามาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เคนอื่นในการ Talk Show ทั่วประเทศ ทำให้ป๊อปรู้สึกว่า วันนี้มันทำให้ป๊อปเกิดใหม่มันไม่ใช่ Dr.POP เมื่อ 13 ปีที่แล้ว แต่มันเป็น Dr.POP คนใหม่ที่มันมองโลก มันเข้าใจทุกอย่างแล้ว

POP 3

Mbookstore: หนังสือที่อ่าน ณ วันนี้และทำให้เรามีแรงบันดาลใจ

Dr.POP:  หนังสือที่อ่าน ณ ตอนนี้คือ คือ หนังสือข้อคิดดีดี ของ เดล คาร์เนกี้ (Dale Carnegie) เรียกได้ว่าเขาเป็นไอดอลคนหนึ่งของป๊อป คือเขาเขียนหนังสือ “วิธีชนะมิตรและจูงใจคน” พอเราอ่านแล้วเรารู้สึกว่าทำไมสิ่งเหล่านี้เราไม่เคยรู้เลย พ่อแม่ก็สอนนะแต่ทำไมเราไม่จำ ทำไมเราไม่เคยใช้เลย เมื่อก่อนเราจะเป็นคนที่วิจารณ์ติติงใครซึ่งๆหน้า ทำประหนึ่งว่าฉันเก่งมาก ฉันรู้ทุกอย่างบนโลกนี้ ถึงขนาดเคยทำบล็อควิจารณ์เพลงผลงานคนโน้นคนนี้ แต่เราลับมามองว่าการที่เราจะวิจารร์คนอื่นได้เนี่ย มันไม่ใช่ใช้การติ แต่เป็นการพูดด้วยกันดีๆ คือถ้าเราไปติเขา มันก็เป็นการทำลายน้ำใจ ทำร้ายจิตใจ ถึงเขาจะเข้มแข็งขนาดไหน คนทุกคนมีรอยร้าวในใจเล็กๆ และการที่เราไปจี้จุดเขาตรงๆ มันไม่ทำให้เขารักเรา ไม่ทำให้เขาทำตามเราด้วย การที่เราจะวิจารณ์ผลงานใครให้ออกมาดี ต้องพูดด้วยดีๆ ต้องพูดให้เขาได้ประโยชน์ ไม่ใช่พูดให้ตัวเองได้ความสะใ พอเราเห็นตรงนี้เราคิดเราพลาดไปเยอะเลย เมื่อก่อนเราไปไหนก็ไม่ค่อยยิ้มแย้ม เพราะมีความหยิ่งยะโส ด้วยที่เราคิดถึงแต่เรื่องงานของตัวเองตลอด มันกลายเป็นการฟ้องทางสีหน้าว่าเราสับสนวุ่นวายตลอด จนเดี๋ยวนี่เราคิดเราต้องยิ้มแย้มให้มากขึ้น ไม่ว่าเราจะคิดอะไรอยู่ในใจเวลาเราออกไปพบผู้คนเราต้องทำให้เขารู้สึกสบายใจเมื่อเขาอยู่กับเรา เดล คาร์เนกี้ นี้เหมือนกลับมาพลิกชีวิตชุบชีวิตเราขึ้นมาใหม่ รวมถึง รอนด้า เบิร์น (Rhonda Byrne) ผู้เขียน The Secret ซึ่งป๊อปอ่านหมดเลย The Magic, The Power ป๊อปอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับจิตวิทยาของ สนพ.วีเลิร์น เกือบทุกเล่ม อ่านเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ปีที่แล้วเป็นปีที่ป๊อปอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่ม แล้วรู้สึกว่าชีวิตมันสนุกมากกับการอยู่กับหนังสือ แม้กระทั่งหนังสือนวนิยายซึ่งเมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่อ่านนวนิยายแฟนตาซีสักเท่าไหร่ แม้ว่าจะเป็นคนเขียนเรื่องแฟนตาซี เพราะมีความคิดว่าอยากได้แนวทางเป็นของตัวเอง พอมาปีนี้ป๊อปอ่านหนังสือมากขึ้นจนมันส่งผลต่อภาษาของเรามาก มันทำให้เรารู้เลยว่าตอนแรกที่เราเข้ามาในวงการเราบอกทุกคนว่าเราไม่ได้อ่านนิยายเยอะนะ ตอนนั้นก็มีคนถามว่าคุณเป็นนักเขียนแต่ทำไมไม่อ่านนิยาย ก็จะโต้ตอบกลับไปว่า ก็เล่นหนัง เล่นเกมไง ก็เขียนได้ ใช่มันเขียนได้แต่มันดีหรือเปล่านั้นคืออีกเรื่องหนึ่ง พอเราอ่านหนังสือมากขึ้นเราก็รู้เลยว่ามันมีภาษาบางอย่างที่เราไม่มีทางจะสัมผัสได้เลยถ้าเราไม่อ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือของนักเขียนดังๆ ถ้าเราไม่อ่านเราก็จะไม่รู้ว่าภาษาแบบนี้มันเขียนได้ยังไง เช่นหนังสือเรื่อง This Is Where I Leave You เป็นหนังสือที่ป๊อปยกย่องให้เป็นหนังสือที่สุดแห่งปี ภาษาของเขา อย่าง ผู้หญิงคนนี้ตามกฏของจักรวาลแล้วไม่มีทางจะยอมเจอหน้าผมเป็นครั้งที่สอง’คำนี้มาได้ยังไง เขาไปอ่านอะไรเขาถึงคิดประโยคแบบนี้ได้ มันทำให้ป๊อปหันมาอ่านนิยายแบบมากมายเพื่อหาภาษาแบบนี้เพื่อเอามาประยุกต์ใช้กับงานของเรา เรามาฝึกพูด ฝึกเขียนไป เพราะเรารู้สึกว่าโลกแห่งการอ่านของเรามันกว้างและเติบโตพุ่งสุดขีด และยิ่งอ่านเยอะมันก็ยิ่งดีกับตัวเราทั้งจิตใจแล้วก็ผลงานของเรา          

Mbookstore: นิยายเล่มใหม่ “Fate Diary บันทึกพลิกโลก”

Dr.POP:  Fate Diary เดิมมีชื่อว่า World’s a door ซึ่งตอนแรกจะมี Girl & Boy ’s a door ซึ่งเราวางเอาไว้ว่าจะมีทั้งหมด 3 ภาค แต่พอเวลาผ่านไปรู้สึกว่าโครงสร้างของ World’s a door เราไปทำเป็นซีรีย์ใหม่เลยดีกว่า ป๊อปอยากให้เป็นปฐมบทครั้งใหม่ ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าคุณจะเคยอ่าน Girl หรือ Boy มาก่อนก็อ่านได้ หรือคุณไม่เคยอ่านเล่มไหนมาก่อน คุณก็อ่านได้ เพราะป๊อปเขียนเรื่องให้มันมีการท้าวความเหมือนเป็นซีรีย์ใหม่ เหมือน Hobbit กับ The Lord of the Ring ที่แยกจากกัน การที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่าอยากทำสิ่งใหม่ให้กับชีวิตตัวเอง เป็นเรื่องที่ผสมความเป็นแฟนตาซี+ไซไฟ แบบเต็มรูปแบบ แต่มันก็ต้องมีความเป็นดราม่าที่เข้มข้นด้วย Fate Diary เป็นเรื่องของสมุดเล่มหนึ่ง สมุดเล่มนี้เป็นสมุดที่ถูกสร้างมาเมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว ผู้ที่ครอบครองสมุดเล่มนี้จะเป็นผู้ที่มีพลังในการกุมความลับของจักรวาลได้ จะสามารถรู้เห็นแจ้งทุกอย่าง แล้วคุณจะใช้ความลับนั้นทำอะไรดี ถ้าสมมุติเป็นคนทั่วไปก็อาจจะใช้ในทั้งเรื่องดีเรื่องร้าย แต่บังเอิญคนที่ได้ครอบครองสมุดเล่มนี้มันเป็นปีศาจครึ่งเทพ เพราะฉะนั้นมันเลยการ conflict กับตัวมันว่า แล้วจะใช้ในด้านดีหรือด้านร้าย Fate Diary จะท้าทายสัญชาติญาณคนในแง่ที่ว่าถ้าคุณได้ครอบครองอำนาจ คุณจะใช้มันเพื่ออะไรได้บ้าง และถ้าคุณมีอำนาจเหลือเฟือที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นจริงดังปรารถนาได้ คุณจะใช้มันเพื่อใคร

เรื่องนี้ตัวเอกของเรื่องคือ แอนดี้ เป็นตำรวจที่สูญเสียลูกชายไป จากการหายสาบสูญแบบหาสาเหตุไม่ได้ แต่จะมีสัญลักษณ์ที่ถูกทิ้งเอาไว้ คือ สัญลักษณ์ดวงตาสีเลือดกับกระสุน 2 อย่างนี้เมื่อนำหลักฐานมารวมกัน ปรากฏว่าไปเชื่อมโยงกับการมีตัวตนของ ลูซิเฟอร์ ซึ่งเป็นจอมมารในมิติที่ถูกกักขังไว้ ทำให้แอนดี้ต้องหาคำตอบว่าแล้วลูกชายไปเกี่ยวข้องกับเรื่องได้ยังไง  ทั้งๆที่ลูกชายก็เป็นแค่เด็กมัธยมธรรมดาทั่วไป แล้วทำไมถึงทำเรื่องแบบนี้ได้ แต่เมื่อสืบเรื่องราวไปกลับมีคนเดียวที่จะช่วยเขาได้คือ เพกาซัส ซึ่งเป็นคนที่มีพลังของเทพ สามาถสร้างมิติได้เอง เป็นดินแดนใหม่ที่เขาสามารถควบคุมทุกอย่างได้ และไม่มีใครสามารถใช้พลังกับเขาในดินแดนแห่งนี้ได้ มีพลังเหนือขีดจำกัด แต่เพกาซัสกลับมีนิสัยรักใครไม่เป็น ซึ่งบอกได้ว่ามุมมองในชีวิตของป๊อปเคยเป็นแบบเพกาซัส แต่ในที่สุดถ้าคุณเก่งเป็นแต่รักไม่เป็นชีวิตของคุณมันจะพบกับจุดอะไร นั่นคือสิ่งที่ Fate Diary จะให้คำตอบ

เรื่องนี้จะเป็นการผจญภัยสืบสวนสอบสวน+แฟนตาซีล้ำสมัย แต่ในแง่หนึ่งจะมีมุมมองของความเป็นดราม่าที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ของเราอยู่ข้างในว่าเวลาเรารักคนนี่รักแบบไหน เรารักแบบทุ่มเทหมดใจ เรารักแบบไม่หวังผลอะไร หรือ เราแค่เป็นคนที่ดีแต่ได้ความรัก แต่ไม่รู้จักที่จะรักใครตอบ ดังนั้นตัวละครจะมีมิติความเป็นคนมากขึ้น สัมผัสได้มากขึ้น ซึ่งซีรีย์นี้จะมี 3 เล่มด้วยกัน

POP 4

Mbookstore: การถือกำเนิด Fate Diary ใช้ระยะเวลานานไหม

Dr.POP:  ใช้เวลาในการเขียน Fate Diary ประมาณ 2 ปี ส่วนอีก 2 เล่มก็จะไม่นานเท่าเล่มนี้ เพราะได้วางเนื้อเรื่องไว้หมดแล้ว แต่ด้วยกระบวนการทำ Fate Diary เราทำอย่างมีสติทุกอย่างจึงลงตัว เรารู้ว่ารักคืออะไร ชีวิตเราต้องการอะไร ในที่สุดทั้งความคิด ความรู้ ความรัก มันทำให้การเขียน ออกมาโดยไม่มีอะไรกังวล ออมาโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ทำออกมาหลายรอบ ตอนแรกนี่หนาถึง 800 ขนาดกระดาษ A5 ก็ทิ้งหมดแล้วก็เขียนใหม่ แล้วก็มาเหลือ 600 หน้าก็ยังไม่พอใจ ก็ทำใหม่ จวบจนจะวินาทีก่อนที่ส่งเข้าโรงพิมพ์ ก็นั่งรีไรท์จนเสร็จ ด้วยที่เราตัดเพราะเราอยากทำหนังสือที่มันถือแล้วสบายบ้าง เพราะหนังสือที่ผ่านของป๊อปจะเป็นภัยกับสุขภาพร่างกายมาก (ด้วยความหนา) ก็เลยอยากทำหนังสือที่จับที่ถือแล้วสบายมือ พอได้จับ Fate Diary ครั้งแรกยังคิดเลยว่าเราทำหนังสือแบบนี้ได้ด้วยหรือ ส่วนอีก 2 เล่ม ก็จะใช้ชื่อว่า Fate Diary แต่ก็อาจจะมีชื่อตอนต่างกันไป

Mbookstore: ที่มาของปก Fate Diary

Dr.POP: จริงแล้วปกที่มาในตอนแรกไม่ใช่ปกนี้ การเดินทางของปกนี้เป็นการเดินทางที่ไม่ได้ง่ายเลย ในตอนแรกที่เราคิดคือ จะให้มีเป็นตัวละครที่มีปีก แต่มันดูแล้วเด็กไปก็เลยโละทิ้ง แล้วก็สเก็ตภาพใหม่ว่าอยากได้แบบไหน ผู้อ่าน White Road คนเก่าๆมีทักมาว่า นิยายของป๊อปไม่ควรที่จะมีอะไรเป็น Fan Art ก็เลยดีไซน์กับแบบเปลี่ยนชั่วโมงต่อชั่วโมง จนเพื่อนป๊อบ ชื่อวินเอาไปทำให้ เป็นเพื่อนสนิทคบกันมา 10 ปี เข้าใจเราและรับเราได้ทุกอย่าง วินใช้เวลาในการออกแบบสัญลักษณ์ประมาณ 10-15 นาที แล้วป็อปก็เอาไปให้ บก.ดู ก็ซื้อเลย และวินจะรับผิดชอบอาร์คเวิร์คในหนังสือเล่มต่อไปของป๊อปด้วย  

Mbookstore: หนังสือเล่มต่อไปที่จะเขียนเป็นแนวไหน

Dr.POP: หนังสือเล่มต่อไปที่ออกช่วงตุลาคมจะไม่ใช่นิยาย ป๊อปอยากทำรวมพวกข้อคิด คำคม จากชีวิตตัวเองบ้าง เพราะเรารู้สึกว่าเรามีแฟนเพจมาหลายปีแล้ว ซึ่งบางข้อความมีคนไลค์ มีคนแชร์พอสมควร เราก็เลยอยากเอาตรงนี้มารวมเป็นเล่มเพื่อจะเป็นวิทยาทานกับคนได้ แล้วจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแบบปีต่อปี อย่างสเตตัสของป๊อปมันจะฟ้องความคิดตัวเอง ปีแรกจะออกแนววีนเหวี่ยงมาก คิดว่าการโพสต์แรงๆแล้วเท่ พอโตขึ้นแล้วกลับมามองก็คิดว่าทำไมเมื่อก่อนถึงได้น่ารังเกียจขนาดนั้น ก็มาคิดว่าเราทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร เราคิดแต่ว่าเราจะโพสต์อะไรให้มันเป็นมลทินต่อโลกไซเบอร์ เราแฮปปี้หรือ แล้วทำไมตอนนั้นเราถึงเหลิงกับความดังตรงนี้ แต่พอเราหันกลับมามองสเตตัสใหม่ๆ ก็เห็นถึงความมีสติสัมปชัญญะ ป๊อปไม่ใช่คนมองโลกแบบคลีน หรือบวกแบบสุดโต่ง แต่ก็เลือกที่จะมองบวกมากกว่าลบ ถ้ามีลบก็จะรีบสวิสต์ตัวเองไปสู่หมวดบวกทันที เพราะถ้าเราไปจมอยู่กับตรงนั้นนานๆ มันเป็นอะไรที่กัดกร่อนกับชีวิตเรามาก ป๊อปรู้สึกว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครทำร้ายเราได้นอกจากตัวเราเอง เราจะเป็นอย่างไรมันอยู่ที่ความคิดของเราเองทั้งหมด ถ้าเราคิดแย่ชีวิตเราก็แย่ แต่ถ้าเราคิดดีชีวิตเราก็ดี ไม่ว่าใครจะมองจะว่าเราเป็นแบบไหน ถ้าเรามองแป็นเรื่องดีขึ้นมาทุกอย่างมันก็จะกลายเป็น Positive ไปทั้งหมด

Mbookstore: ทำไมต้อง Nanmee  

Dr.POP: สนพ.นานมีอยู่กับป๊อปมาตั้งแต่ปี 2552 วนเวียนอยู่กับป๊อปตั้งแต่เข้าวงการ คุณสุวดี เป็นผู้ใหญ่ที่มีพระคุณกับป๊อปมาก ตั้งแต่เข้าวงการจำได้เลยว่าวินาทีแรกที่รับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ คุณสุวดีก็จะตามเสด็จมาด้วยก็จะคอยมาคุยและให้ความเอ็นดูและให้ความเมตตามาตั้งแต่แรก พอมาถึงช่วงปี 2552 คุณสุวดีจึงตัดสินใจทาบทามป๊อปมาให้เขียนนิยายกับนานมีบุ๊คส์ ก็เลยไม่ลังเลเลยที่จะทำ ซึ่งเล่มแรกที่ออกคือ Girls & A Doll แต่จริงๆแล้วเล่มที่ที่จะออก คือ Boys & A Doll แต่ด้วยเนื้อหาต่างๆ ต้องใช้การเกลาถึง 6 ปี กว่าจะได้ออกคือเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา และการมาอยู่กับนานมีบุ๊คส์ก็ทำให้ป๊อปได้ทำทอลค์โชว์ เป็นทออล์คโชว์เปลี่ยนชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กทั่วประเทศเกี่ยวกับการหาตัวเองหาความฝัน สอนที่จะให้รักเป็นเก่งเป็น ไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักแต่เก่งอย่างเดียวแต่จะสอนว่าจะทำอย่างไรให้รักเป็นและเก่งเป็นไปพร้อมๆกัน ซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ภายในชั่วโมงเดียวนั้นทำอย่างไร

ป๊อปแสดงทอล์คโชว์ไปแล้ว 1,000 กว่ารอบ ผู้ชมมีกว่าล้านคน เรียกได้ว่าเป็นงานหลักของป๊อปเลยก็ว่าได้ เป็นพนักงานประจำไปแล้ว เราทำงานกับทุกฝ่ายจนเรารู้สึกว่าทุกคนเป็นครอบครัวเรา ทั้งฝ่ายกิจกรรม บก. ฝ่ายการตลาด เพราะฉะนั้นป๊อปเลยคิดว่าถ้าจะมี สนพ.ที่เขาคลุคลีกับป๊อปได้ในทุกด้าน ต้องนานมีบุ๊คส์ ที่นี่เราอยู่เหมือนพี่น้อง มีอะไรเราคุยกันตรงๆ งานทุกอย่างมันออกมาไม่ได้ถ้าเป็นป๊อปเพียงคนเดียว คือทุกคนที่นี่เก่งหมด ทุกคนซัพพอร์ตป็อปเหมือนเป็นพี่น้อง มีอะไรดีเขายินดีที่จะสนับสนุน แล้วถ้าอะไรไม่ดีเขาก็จะบอกว่าต้องแก้ไขอย่างไร

POP 5

Mbookstore: ช่องทางสื่อสารกับ Dr.POP

Dr.POP:  ป๊อบมีหลายทางมากในการติดต่อกับแฟนคลับนิยาย ทั้ง FaceBook (https://www.facebook.com/drpopworld ) Twister & IG (@DrPopPop) ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถไว้ใช้กระจายข่าวของเราได้เป็นที่ที่ใครถามเข้ามาป๊อปก็สามารถตอบได้ทันที

Fate Diary บันทึกพลิกโลก สุดยอดวรรณกรรมแฟนตาซีที่จะทำให้คุณรัก เป็นผลงานเขียนระดับพรีเมี่ยมของ Dr.POPการันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ทั่วประเทศ

ชะตากรรมของโลก ตกอยู่ในมือเด็กหนุ่มปีศาจครึ่งเทพ จอมมารอีกฟากมิติ และสมุดบันทึกหนึ่งเล่ม บทสรุปครั้งนี้แม้แต่พระเจ้าก็ไม่รู้คำตอบ

Posted on เข้าอ่าน 425 ครั้ง


จำนวนหนังสือทั้งหมด 7,583 เล่ม
วงการบันเทิง กอสซิป หนังสือแจกฟรี FAQ User Guide ขอเชิญร่วมงาน Art in the Garden นิทรรศการแสดงงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ หนังสือแนะนำทั้งหมด คลิ๊ก 18+ Magazine 7 ห้องสมุดที่ดีที่สุดในเอเชีย ที่คุณต้องไปให้ได้!!! ติดต่อเรา @Kitchen My Cool Kitchen โลกส่วนครัวริมรั้วหลังบ้าน ข่าวสารทั้งหมด คลิ๊ก + ปิดตา เปิดใจ…ร่วมประสบการณ์ การ “ให้” แบบ Dine in the Dark นิตยสารมาใหม่ กฎหมาย การเมือง หนังสือมาใหม่ MAROON 5 ทำเซอร์ไพรส์คู่รัก ในงานแต่ง เพลง SUGAR อัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “V” ท่องเที่ยว กีฬา อ่านฟรี นิตยสารแนะนำ นิตยสารทั้งหมด หนังสือทั้งหมด นานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือ แค่ ๑๓ กรณีตัวอย่าง เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว บนเส้นทางการค้าประเวณี บ้าน การแต่งบ้าน การจัดสวน