Skip to main content
Home << ข่าวสารและกิจกรรม << มากกว่า “รางวัล” คือ “โอกาส” งานประกาศผลรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ ๑๖

มากกว่า “รางวัล” คือ “โอกาส” งานประกาศผลรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ ๑๖

ระริน  อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  เป็นประธานในการจัดงานประกาศผลรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด  ครั้งที่ ๑๖ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ณ บริษัท  อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) โดยมีบรรดานักเขียน  นักแปล  คนทำหนังสือ และสื่อมวลชนร่วมเป็นเกียรติ ในงานกันอย่างคับคั่งนับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ โครงการประกวดงานเขียนรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมสร้างสรรค์ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากร้านนายอินทร์ ร้านค้าปลีกหนังสือในเครือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหวังให้เป็นเวทีแสดงความสามารถของนักเขียน อีกทั้งเป็นแรงสนับสนุนให้เกิดงานเขียนใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพในวงวรรณกรรมไทย ด้วยการจัดประกวดต้นฉบับประเภทสารคดีเป็นประเภทแรก ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ จึงเพิ่มการประกวดประเภทหนังสือภาพสำหรับเด็กและวรรณกรรมเยาวชน กระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ จึงได้จัดประกวดประเภทเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ และนวนิยาย รวมประเภทการประกวดจากอดีตถึงปัจจุบัน ๖ ประเภท ได้แก่ สารคดี หนังสือภาพสำหรับเด็ก วรรณกรรมเยาวชน เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ และนวนิยายจวบจนปัจจุบัน โครงการประกวดดังกล่าวได้ดำเนินการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ ๒ แล้ว บรรดาคณะกรรมการตัดสินจึงยิ่งทุ่มเท ทั้งกำลังและความสามารถในการคัดเลือกผลงานคุณภาพให้ปรากฏแก่วงการวรรณกรรมและสายตานักอ่านทุกท่าน ทั้งนี้   โครงการประกวดงานเขียนรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ได้สร้างนักเขียนคุณภาพประดับวงการน้ำหมึกไทยจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงมุ่งหวัง     ที่จะเป็นเวทีให้นักเขียนได้แสดงความสามารถ พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดงานเขียนใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพต่อสังคมไทย และเพื่อให้สมกับ คำขวัญของโครงการที่ว่า มากกว่า “รางวัล” คือ “โอกาส”ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “…โครงการประกวดงานเขียนรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดในปีนี้ได้เดินทางมาถึงปีที่ 16 แล้ว ระยะเวลา 16 ปีมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มีงานเขียนที่เปล่งประกายขึ้นมาจากต้นฉบับจำนวนนับหมื่นชิ้น มีนักเขียนหน้าใหม่เกิดขึ้น แล้วทำงานอย่างต่อเนื่อง บ้างเติบโตมาจนวันนี้เป็นคณะกรรมการตัดสินกับเราด้วย โครงการประกวดงานเขียนรางวัลนายอินทร์  อะวอร์ดสร้างบรรยากาศของการอ่าน การวิพากษ์วิจารณ์งานเขียน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดขึ้นในวงวรรณกรรมบ้านเรามาทุกๆ ปี     ทั้งยังเกิดมิตรภาพในหมู่นักเขียน – นักอ่าน – สำนักพิมพ์ – คนขายหนังสือ – และสื่อมวลชน“มากกว่ารางวัลคือโอกาส” คงจะหมายถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้  ในเชิงธุรกิจสิ่งนี้อาจเรียกว่า engagement, brand หรืออะไรก็ตาม แต่ดิฉันคิดว่าเหนือกว่านั้นคือ “โอกาส” ใหม่ๆ โอกาสแห่งการเติบโตงอกงามทางความคิดในสังคม ดิฉันในนามตัวแทนบริษัทอมรินทร์ฯ มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสนี้...”หลังจากนั้น รัฐวิชญ์ พีระศราโรจน์ ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวเชิญตัวแทนคณะกรรมการตัดสินผลงานทั้ง ๖ ประเภทขึ้นอ่านประกาศ พร้อมทั้งมอบช่อดอกไม้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัลโดยรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ ๑๖ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ มีผลงานที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ๔ ประเภท ได้แก่

๑.ประเภทเรื่องสั้น รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดย จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท               

๒.ประเภทกวีนิพนธ์ รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ สก๊อย โดย  สมหญิง

๓.ประเภทสารคดี รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ สะกดรอยสินไซ โดย นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

๔.ประเภทหนังสือภาพสำหรับเด็ก รางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ มีใครอยู่มั้ย โดย ปิยา วัชระสวัสดิ์                                                                                       

ผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลประเภทละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยผลงานที่ได้รับรางวัลทุกประเภทจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในการรวมเล่มและจัดพิมพ์ในนามสำนักพิมพ์ในเครืออมรินทร์ต่อไปสก๊อย

โดย สมหญิง

กวีนิพนธ์ยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ.2558

’สก๊อย’’ ของสมหญิง เป็นกลอนเปล่า นำเสนอเรื่องราวของสก๊อย เด็กผู้หญิงบนอานมอเตอร์ไซค์ของนักแว้นบนท้องถนนได้อย่างสุดสะเทือนใจ แน่นอนที่สุดว่าปัญหาเรื่องเด็กซิ่งแว้นและสก๊อยเป็นปัญหาที่โดดเด่นพอสมควร แต่ก็ไม่ส่งผลสะท้านสะเทือนระดับโลกแตกเหมือนปัญหาการเมือง แต่อาจนับได้ว่าเป็นปัญหาปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคล

สมหญิงผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเหล่านี้น่าสะพรึงกลัวและชวนสะท้านใจเพียงไร ผู้เขียนทำให้เราเข้าใจภาวะของความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มหนึ่งอย่างถ่องแท้ เป็นมุมมองใหม่ของการมองปัญหาสังคมผ่านอารมณ์และความรู้สึกของผู้ถูกกล่าวหา โดยใช้กลวิธีในการเล่าผ่านกระแสสำนึกภายในของตัวละครที่เป็นสก๊อย โดยให้เหตุผลของการเป็น สก๊อยเพราะรักที่จะออกจากกรอบ คือห้องอันคับแคบ อันเป็นสัญชาตญาณปกติของมนุษย์ และให้ภาพมหัศจรรย์ทางความรู้สึกของคนที่ขึ้นไปอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์

ภาษากลอนเปล่าของผู้เขียนที่มีจังหวะและถ้อยคำของเสียง ได้ลงตัว ทำให้นักอ่านเข้าถึงความเป็น ‘’สก๊อย’’ ได้ถ่องแท้อย่างแน่นอนจะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

โดยจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท

 เรื่องสั้นยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ.2558

‘’จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว’’ เป็นเรื่องสั้นแฟนตาซี ที่ไม่ใช่เรื่องแปล แม้จะมีชื่อตัวละครเป็นฝรั่ง

เรื่องสั้นเรื่องนี้นำเสนอการกระทำอันเลวร้ายของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ต้องเอาชีวิตรอดจากความหนาวเหน็บแสนทารุณ ไม่ว่าจะต้องเผาโบสถ์และไม้กางเขน กินซากศพ และที่เลวร้ายที่สุดคือการทำลายประวัติศาสตร์และขุมปัญญาของมนุษยชาติ การเผาหนังสือเป็นความอับอายและต้องการหาผู้ไถ่บาป จึงต้องมีคน ‘จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว’

เรื่องสั้นนี้มีนัยความหมายที่ซับซ้อน แม้เรื่องราวจะดูเหมือนเกิดขึ้นไกลตัว แต่กลับกระตุ้นให้เราคิดถึงเรื่องใกล้ตัวว่า ความวุ่นวายในสังคมปัจจุบันทุกหนแห่ง เกิดจากการที่มนุษย์ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขาดไร้ศีลธรรมจริยธรรมและโง่เขลา แถมมักซ่อนเร้นความอับอาย ความชั่วร้ายของตนโดยการกล่าวโทษสิ่งอื่น เรามักจะหาตัวผู้กระทำผิด เพื่อลงโทษจึงดำเนินไปโดยไม่คิดหาทางแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง

การตัดสินผู้รับผิดในเรื่องสั้น ‘’จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว’’ อาจท้าทายให้ผู้อ่านคิดว่า นี่เป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม หรือเป็นเพียงการกวาดฝุ่นไว้ใต้พรมสะกดรอยสินไซ

โดย นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

สารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ.2558

‘‘สินไซ’’ เป็นวรรณกรรมสำคัญเรื่องหนึ่งที่แพร่หลายอยู่ในภูมิภาคสุวรรณภูมิมานานกว่า 700 ปี และเป็นวรรณคดีประจำชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในภาคอีสานของไทยมีร่องรอยสินไซปรากฏอยู่ทั่วไป

บางท้องถิ่นในภาคเหนือและภาคใต้จะรู้จักสินไซในฐานะนิทานพื้นบ้าน ส่วนคนไทยภาคกลางส่วนใหญ่รู้จักบทพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘‘สังข์ศิลป์ชัย’’ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่ “สะกดรอยสินไซ” นี้ ผู้เขียนตั้งใจศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสินไซด้วยการตามรอยด้วยตนเอง ไปจนถึงสถานที่ที่มีเรื่องราวของวรรณกรรมสินไซปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐาน รวมไปถึงการพูดคุยสอบถามข้อมูลจากผู้รู้หรือปราชญ์พื้นบ้านท้องถิ่นนั้นๆ และถ่ายภาพบันทึกเป็นหลักฐาน

ทั้งสำนวนและภาษาทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังตามรอยสินไซไปกับผู้เขียนด้วย บางช่วงบางตอนแฝงอารมณ์ขันและบรรยากาศความน่ารักของผู้คนและสถานที่ ทำให้อ่านแล้วสนุกแทบไม่อยากวาง

เรื่องราวของ ‘’สินไซ’’ วรรณกรรมท้องถิ่นที่สำคัญในภูมิภาคนี้ จึงมีโอกาสได้เป็นส่วนร่วมในการเข้าสู่ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนด้วย

มีใครอยู่มั้ย

เรื่องและภาพโดย ปิยา วัชระสวัสดิ์

หนังสือภาพสำหรับเด็กยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ.2558

‘’มีใครอยู่มั้ย’’ ผลงานของปิยา วัชระสวัสดิ์ บอกเล่าถึงการสื่อความหมายด้วยมิตรภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทักทายไปสู่คนที่เราไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร การใช้ภาษาง่ายๆ เหมาะสมกับภาพเขียนที่เรียบง่าย ไม่มีรายละเอียดในภาพ แต่โครงสร้างของภาพกลับบอกความหมายภาพได้ดี

คุณค่าของ‘’มีใครอยู่มั้ย’’อยู่ที่การสอนให้เด็กได้รับรู้ถึงเจตนาเริ่มแรกของคนหาฟืนที่ต้องการทำร้ายต้นไม้ใหญ่ แต่เมื่อเขาได้ตระหนักรู้ว่า ต้นไม้ใหญ่นั้น ในความจริงคือที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ คือบ้าน คือแหล่งอาหารของสัตว์ เขาจึงไม่คิดทำร้ายต้นไม้ใหญ่นั้น

‘’มีใครอยู่มั้ย’’ ช่วยพัฒนาความสามารถในการเข้าสังคมของเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป เสริมประสบการณ์การเรียนรู้ทางสังคม เพื่อให้เด็กๆมีความเมตตา รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

Posted on Wednesday, September 30, 2015 เข้าอ่าน 568 ครั้ง


จำนวนหนังสือทั้งหมด 7,583 เล่ม
วงการบันเทิง กอสซิป หนังสือแจกฟรี FAQ User Guide ขอเชิญร่วมงาน Art in the Garden นิทรรศการแสดงงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ หนังสือแนะนำทั้งหมด คลิ๊ก 18+ Magazine 7 ห้องสมุดที่ดีที่สุดในเอเชีย ที่คุณต้องไปให้ได้!!! ติดต่อเรา @Kitchen My Cool Kitchen โลกส่วนครัวริมรั้วหลังบ้าน ข่าวสารทั้งหมด คลิ๊ก + ปิดตา เปิดใจ…ร่วมประสบการณ์ การ “ให้” แบบ Dine in the Dark นิตยสารมาใหม่ กฎหมาย การเมือง หนังสือมาใหม่ MAROON 5 ทำเซอร์ไพรส์คู่รัก ในงานแต่ง เพลง SUGAR อัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “V” ท่องเที่ยว กีฬา อ่านฟรี นิตยสารแนะนำ นิตยสารทั้งหมด หนังสือทั้งหมด นานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือ แค่ ๑๓ กรณีตัวอย่าง เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว บนเส้นทางการค้าประเวณี บ้าน การแต่งบ้าน การจัดสวน