Skip to main content
Home << ข่าวสารและกิจกรรม << ถ้าของเสีย คือความคิดด้านลบของตัวเราเอง ทิ้งมันไปซะ ก่อนชีวิตจะบาดเจ็บมากไปกว่านี้ ผลงานจากปลายปากกา “ตุลย์ จตุรภัทร”

ถ้าของเสีย คือความคิดด้านลบของตัวเราเอง ทิ้งมันไปซะ ก่อนชีวิตจะบาดเจ็บมากไปกว่านี้ ผลงานจากปลายปากกา “ตุลย์ จตุรภัทร”

การให้กำลังใจในสังคมเมือง ถูกปรับเปลี่ยนไปตามกระแสของวันเวลาที่หมุนผ่านไป จากการให้กำลังด้วยการพูดจา การเขียนจดหมาย จนมาถึงช่วงเวลานี้ที่การถ่ายทอดกำลังใจถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ โดยมีผู้เล่าเรื่องเป็นผู้หยิบจับตัวอักษรมาสร้างเป็นกำลังใจให้กับผู้คนที่ท้อแท้และสิ้นหวัง

วันนี้ mBookStore จะพาไปรู้จักกับเจ้าของนามปากกา “TARO” หรือ “ตุลย์ จตุรภัทร” ผู้สื่อข่าวข่าว/นักเขียน ที่หนังสือพิมพ์โพสต์บุ๊คส์ ที่หยิบจับเอาเหตุการณ์+ประสบการณ์ จากรอบตัวของตัวเองมาบอกเล่าผ่านหนังสือมากมาย จนมาถึงเล่มล่าสุด “ทิ้งของเสียของชีวิตออกไปซะ” ผลงานส่งท้ายปี 2558

คนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่เคยเก็บของเสียไว้กับตัว นานเกิน 1 วินาที ถ้าไม่ทิ้งของเยออกไป แล้วจะเอาของดีเข้าได้อย่างไร

mBookStore : จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน

ตุลย์ : ก็ตั้งแต่เด็กเลยนะประมาณ ม.3  ซึ่งยุคนั้นจะเป็นยุคที่หนังสือกลอนเฟื่องฟู ก็ไปเจอหนังสือกลอนอยู่เล่มหนึ่ง อ่านแล้วชอบก็เลยมีความรู้สึกว่าอยากลองเขียนดู แต่ที่มาของการชอบกลอนก็มาจากตั้งแต่สมัยประถมเราจะได้รางวัลชนะเลิศจากการเขียนกลอนมาโดยตลอดถือว่ามันเป็นแบคกราวด์ของเรา พอเขียนไปรู้สึกว่าเราอยากมีหนังสือ ก็เลยส่งหนังสือไปให้พิจารณาเพื่อที่จะได้มีหนังสือเป็นของตัวเองเลยส่งไป จาก ม.3/ม.4/ม.5 ส่งไปทุกปี ก็ไม่ผ่าน แต่มันทำให้เรารู้ว่ามันคือการพิสูจน์ของคนซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้หรอก เรารู้แค่ว่าเราอยากชนะสิ่งนี้ พอมองย้อนกลับไปในวันนี้ เห้ย! ตรงนั้นแหละมันเป็นสนามการแข่งขันที่ทำให้เราทดสอบตัวเราเองว่า ถ้าเราเอาชนะสามปีนั้นได้ถ้าเรามีหนังสือมันจะน่าภาคภูมิใจมากแค่ไหน พอเรามีหนังสือกลอนของตัวเราเองเล่มแรก จากนั้นมันก็มีมาอีกเรื่อย ๆ จนตัวเองได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานสำนักพิมพ์  เข้าไปเป็นกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์จากนั้นก็ได้ทำหนังสือกลอน จากเป็นผู้เขียนเอง ก็เริ่มเป็นผู้คิดว่า 3 เดือน 6 เดือนข้างหน้าเราจะทำยังไง เราจะเอาใคร มันก็เริ่มมีความเป็น บ.ก.เข้ามา จากการเขียนก็เริ่มมาเป็น บ.ก. แล้วก็เขียนเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้

mBookStore : เริ่มรู้ว่างานเขียนนี้เป็นสไตล์ของเราเมื่อไหร่

ตุลย์ : มันมาจากตอนที่ตุลย์ทำกลอนมันก็จะมีการเขียนพวก คำนำ มาเริ่มเป็นบทความแล้วเวลาเราเขียนคนก็ชอบ เราเราเขียนจะมีบางอย่างงเป็นการเข้าใจความรู้สึกของคน คือการเขียนกลอนถ้าจะเขียนให้โดนใจคนมันต้องเป็นบทที่โดนใจ จี้ใจดำ มันเหมือนเป็นการเรียนรู้จิตใจคน ทีนี้พอยุคกลอนมันผ่านไป สำนักพิมพ์ปรับตัวโลกเปลี่ยน ก็เริ่มมาเขียนบทความ ก็เริ่มสังเกตว่าเวลาเขียนเราเขียนจากตัวเรา มันเกิดอะไร เรารู้สึกยังไง แล้วเรามีทางแก้ยังไง เราคิดอะไรได้ เราเกิดวุฒิปัญญาอะไรได้ก็เอามาเขียน ทีนี้พอเริ่มเขียนจนมาเป็นเล่มแรก เห้ย! คนชอบ แล้วคนก็สะท้อนฟีดแบคกลับมาว่าเขียนโดนใจนะ อันนี้เขียนแล้วเหมือนเข้าไปนั่งในใจเขาเลย คีย์เวิร์ดนี้มันเลยกลายเป็นว่าการเขียนคำที่มันเกี่ยวกับตัวเขา คือ บรรทัดฐานตัวเราแต่เราได้เรียนรู้อะไรแล้วเราเอาสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไปแชร์กับเขาให้เขาได้มองเห็นภาพตัวเขาและเขาได้เรียนรู้ตามได้คิดตามตรงนี้มันเลยทำให้ได้เรียนรู้ว่า มันเป็นคีย์เวิร์ดที่ว่าการที่ได้นำเสนอสิ่งที่เราประสบพบเจอได้เรียนรู้และแบ่งปัน แบ่งปันไม่พอเมื่อแบ่งปันปุ๊บเขาต้องรู้สึกว่ามันกระทบใจเขา เขาได้คิดตามไปด้วย เรียนรู้ตามไปด้วย นี่แหละมันคือคีย์เวิร์ดที่เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จว่าเราจับทางถูกแล้วในงานเขียน มันเลยออกมาเป็นบทความที่พูดถึงชีวิต จิตใจ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความล้มเหลว

mBookStore : มีแนวที่อยากเขียนนอกเหนือจากแนวให้กำลังใจไหม

ตุลย์ : ตอนนี้ตุลย์เริ่มอยากเริ่มเขียนวรรณกรรม ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองคิดเว่อร์ แต่อยากเขียนแบบวรรณกรรมระดับโลก ถ้าให้ย่อออกมาก็อยากเขียนงานระดับรางวัลซีไรต์ คือตัวเองคิดฝันไว้ก่อนว่าอยากเขียนประมาณนั้น อยากเขียนเหมือนนักเขียนระดับโลกในศตวรรษ 19/20 ที่ดัง ๆ ที่มันรู้สึกว่าไม่ว่าผ่านกาลเวลาอะไรแก่นสารสำคัญบางอย่างของมันคือ มันเป็นจริงชั่วนิจนิรันดร์ ตุลย์อยากเขียนงานแบบนั้น อยากสื่อสารเรื่องจริงที่มันชั่วนิจนิรันดร์ยังไงไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ เราจะไปถึงตรงนั้นไม่ได้ถ้าเราไม่เริ่มจากการอ่าน ตุลย์อยากเขียนกลอนก็ต้องอ่านกลอนเป็นบ้าเป็นหลัง อยากเขียนบทความให้ข้อคิดให้อะไรบางอย่างตุลย์ก็ต้องอ่านงานเขียนของคนอื่นเป็นบ้าเป็นหลังเช่นกัน ก็เริ่มที่จะอ่านวรรณกรรมของนักเขียนระดับโลก นักเขียนไทย นักเขียนโซนเอเชีย แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือเขียน เพียงเริ่มอ่านแต่พออ่านสิ่งหนึ่งที่ตัวเองรู้สึกขาดที่ตอนนี้กำลังเติม คือรู้ว่าตัวเองไม่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะนักเขียนเหล่านี้ไม่ว่าจะเริ่มเขียนอะไรมักจะอ่าน เวลาศึกษาชีวิตประวัตินักเขียนก็จะมีภูมิหลังเกี่ยวกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การเรียนรู้มนุษย์ ก็เลยเริ่มอ่านหนังสือประวัติศาสตร์พวกที่เป็นตำราเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะเชื่อว่าอันนั้นน่าจะเป็น base ที่ดีสำหรับเรา เลยอ่านที่เป็นพวกตำราก่อนก็เลยเริ่มศึกษาจากประวัติศาสตร์หลายๆอย่าง มันเลยทำให้รู้อย่างหนึ่งว่า วรรณกรรมที่ตัวเองอ่านจบแล้วทำให้มีความสุขมันคือเป็นวรรณกรรมที่ชอบขายเรื่องราวประวัติศาสตร์ และถ้าจะให้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าชอบประวัติศาสตร์แนวไหนบอกได้เลยว่าเป็นนวนิยายประวัติศาสตร์การเมือง คือชอบอ่านหายนะของคน ของสังคม ของโลก แล้วมันทำให้ได้เรียนรู้อะไรจากตรงนั้นได้บ้าง ไม่ได้อ่านแล้วสะใจ แต่อ่านแล้วเราอยากเห็นอะไรบางอย่างดีขึ้น อยากเห็นสังคมดีขึ้น โลกดีขึ้น เวลาเราอ่านแบบนี้แล้วเราเกิดความหดหู่ ท้อใจ เราก็จะมีภาพสองภาพมาเทียบเคียงกันตลอดทำให้เกิดเป็นข้อคิด

mBookStore : หนังสือเล่มแรกที่อ่านแล้วประทับใจ

ตุลย์ : เป็นหนังสือที่เขาไม่ได้เขียนเอง คือ “ท่านกฤษณมูรติ” เป็นนักปราชญ์ชาวอินเดีย เป็นคุรุทางด้านจิตวิญญาณ เป็นนักบรรยาย แล้วลูกศิษย์ก็เอาคำบรรยายของเขามาพิมพ์เล่มแรกมันเป็นช่วงตุลย์ไปเรียนรู้วิชาอิรยสัจ 4 กับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เลยได้อ่านซึ่งก่อนหน้านี้ก็อ่านแนวนี้อยู่แล้วแต่ตัวเราไม่ได้จัดหมวดหมู่แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาพูดในสิ่งที่มันจริงเกี่ยวกับมนุษย์ทุก ๆ ด้าน แล้วมันเป็นการพูดจริงในแง่ที่ว่าไม่มีกรอบอะไรมาขวางกั้นมนุษย์เลย พอได้รู้จักท่านผู้นี้ได้อ่านมันทำให้เราได้คิดต่อยอดอีกมากมายในชีวิตจนได้ขยายมาเจอท่าน OSHO ท่านผู้นี้ก็เป็นคุรุทางด้านจิตวิญญาณเหมือนกันแต่ท่าน OSHO จะมีสไตล์ที่แตกต่างจากท่านกฤษณมูรติตรงที่เขาป็นคนที่ถ้าพูดภาษาบ้านๆ คือ มนุษย์ก็ กิน ขี้...นอน เราจะเอาทุกสิ่งไปครอบสัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ทำไม เราจะเอาสิ่งประดิษฐ์ที่ใครก็ไม่รู้มาบอกว่าคุณต้องทำอย่างนี้ ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ผู้ชายต้องนับถือศาสนาอะไรต้องทำตนอย่างไร มันคือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์สร้างแล้วเอามาเป็นกรอบสังคม มันทำให้สัญชาติญาณที่จะทำให้มนุษย์มีความสุขเหมือนสัตว์มันหายไป มันมีหลายเรื่องแล้วก็เลยชื่นชอบท่าน OSHO ลำดับต่อมาก็เลยอ่านงานของทั้งสองท่านมาตลอด เรียกได้ว่าทั้งสองท่านนี้เป็นคุรุของตุลย์ได้เลย

mBookStore : บุคคลต้นแบบในการใช้ชีวิต/ ทำไมถึงเป็นท่านนี้

ตุลย์ : จริงๆแล้วมีหลายท่าน อย่างคุรุทั้งสองท่านก็ถือเป็นบุคคลต้นแบบในแง่ของวิธีคิด อาจจะไม่ใช่บุคคลต้นแบบในการใช้ชีวิต เพราะตุลย์เชื่อว่าทุกคนมีแนวทางการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่เราสามารถหาบุคคลต้นแบบวิธีคิดของเราได้ ที่สำคัญคือบุคคลทั้งสองท่านนี้มักจะบอกเสมอว่า เขาพูดอะไรแม้ตัวเขาจะอยากเชื่อ แม้กระทั้งพระพุทธเจ้าพูดอะไรก็อย่าเชื่อเขา อย่าเชื่อแม้กระทั่งพระพุทธเจ้า

mBookStore : แรงบันดาลใจในการทำงาน / การใช้ชีวิตประจำวัน ได้มาจากไหน

ตุลย์ : Inspiration ของตุลย์มักจะมาจากบทสัมภาษณ์ตามหน้าแม๊กกาซีนต่างๆ ตุลย์เป็นคนที่ชอบอ่านบทสัมภาษณ์มากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะว่าบทสัมภาษณ์มันมาจากความคิดของคนที่ถูกสัมภาษณ์เราจะได้อะไรดี ๆ จากเรื่องราวและมุมมองความคิดของเขา วิธีการใช้ชีวิต วิธีการมองโลก เพราะการชอบอ่านมันเลยทำให้มันดีต่อตัวเราต่อหน้าที่การงานเวลาที่เราไปสัมภาษณ์ เหมือนกับการไกด์ความคิดของเราด้วยว่าเขาใช้คำถามแบบนี้ร้อยเรียงคำถามแบบนี้ เวลาคนตอบมามันตอบแบบไหนยังไงแล้วเวลาอ่านแล้วเวลาอ่านจบมัน ‘อิ่ม’ ไหม หรือรายการบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ  ถ้ามองย้อนกลับไปอีกหนึ่งชั้นมันไม่ใช่แค่เราได้อ่านชีวิตของคนที่ถูกสัมภาษณ์เราได้เห็นว่าคนที่ถูกสัมภาษณ์เขากำลังคิดอะไรกับสังคมเขาถึงเลือกคนคนนี้มาสัมภาษณ์เขาได้ประโยชน์อะไรจากการสัมภาษณ์เพื่อที่จะเอามาเผยแพร่ให้คนอื่น ๆ ได้อ่าน

mBookStore : หากระหว่างเขียนแล้วความคิด “ตัน” มีวิธีแก้ปัญญาแบบนี้ยังไง

ตุลย์ : ตุลย์อิงจากการเขียนหนังสือเล่มล่าสุดนี้แล้วกันเพราะ มันเหมือนกับการที่การเกิดภาวะตัน คือ เราไม่ใช่นักเขียนที่เพิ่งเขียนต้องบอกตามตรงว่าเราก็อ่านงานเขียนมาค่อนข้างเยอะในลักษณะอย่างนี้ ที่นี้เรามีความเป็นอะไรหลายอย่างในตัวเอง หนึ่งมีความเป็นนักเขียนด้วย สองมีความเป็น บ.ก ในตัวเอง สามมีความเป็นนักการตลาดด้วย มันเลยทำให้เรามองว่าเบื้องต้นคุณจะต้องทำตัวเองเป็นนักเขียนก่อนโดยไม่เอาความเป็น บ.ก. ความเป็นนักการตลาดหรืออะไรเข้ามาครอบงำตัวเอง เขียนในสิ่งที่อยากเขียนพอเขียนจบปุ๊บก็กลับไปอ่านงานเขียนของตัวเองตั้งแต่ต้นในฐานะ บ.ก. มันจะเริ่มคุ้นกับข้อผิดพลาด จะรู้ว่าอันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ตัดทิ้งไม่เอา แล้วพอมาเป็นกระบวนการทางการตลาดปุ๊บ อันนี้แหละคือทางตัน เพราะท้ายที่สุดมันไม่มีความน่าสนใจ มันมีความเดิม ๆ เมื่อมันอยู่บนตลาดหนังสือแล้วคิดแบบการตลาดมันขายไม่ได้แน่ ๆ มันขายไม่ดีแน่ ๆ  แล้วเราไม่อยากให้สำนักพิมพ์มาร่วมกับความเสี่ยงกับเรา แล้วเราก็ไม่อยากเสี่ยงกับสิ่งที่เรามุ่งมั่นต้องการ ถ้าคิดไม่ออกเราจะทำยังไง เราจะเอายังไงกับหนังสือเล่มนี้ดี ตุลย์เลยต้องเบรคตัวเอง พักอันนี้ แล้วไปทำอย่างอื่น เราไปชีวิตอย่างมีความสุข พยายามเข้าร้านหนังสือให้บ่อยขึ้น ที่บ่อยอยู่แล้วก็ต้องบ่อยขึ้นอีก เพื่อดูสิว่า ณ ขณะนี้อะไรคือความสำเร็จของหนังสือ แกะรอยความสำเร็จแล้วถึงได้มาทบทวนตัวเอง พอได้มานั่งทบทวนตัวเองอีกทีความเป็นนักการตลาดในตัวก็บอกว่า เมื่อคุณคิดใหม่ ทำใหม่ และที่มันช้าก็เพราะว่ามันถูกรื้อการเขียนใหม่หมดเราก็กลับไปทำหน้าที่เป็นนักเขียนใหม่ คือ รื้อใหม่ เปลี่ยนหัวข้อ เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ เขียนใหม่แม้กระทั่งบทที่เขียนตอนแรกที่กะว่าจะแก้บางประโยคปรากฏว่าเมื่อได้ลงบรรทัดแรกปั๊บก็ไล่มาจนเค้าโครงแรกแทบจะไม่มีเลย

mBookStore : “ทิ้งของเสียของชีวิต ออกไปซะ” เล่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ตุลย์ : จุดเริ่มแรกมันมาจากไอเดียที่ตุลย์เล่าให้ฟังว่ามันมีโครงแรกอยู่ ตุลย์ก็นำเสนอโครงนั้นที่แน่ๆเลยที่มันเป็นสไตล์ตุลย์ที่บอกเล่าเรื่องราวให้คนได้คิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอะไรก็ตามก็เอาไปเสนอทาง บ.ก. เขาก็เห็นว่าน่าสนใจ ซื้อนะ ก็ทำเลย พอทำปุ๊บเราใส่ความเป็น บ.ก. ความเป็นนักการตลาดก็เลยตัน พอเจอหน้า บ.ก. ก็บอกว่าเดี๋ยวนะขอตกผลึกก่อนเพราะว่ามันไม่มีในหัวตุลย์มาเลย จนมันผ่านไปหนึ่งปีล่ะก็คิดว่ามันจะกลายเป็นสองปีหรือเปล่ามันต้องช้าแน่ แต่สิ่งนี้ยังไม่สำคัญเท่าที่ภายในสองปีนั้นตุลย์เจอผลกระทบกับความรู้สึกตุลย์ค่อนข้างมากในเรื่องของตัวเอง ในเรื่องของเพื่อน ในเรื่องของคน ในเรื่องของการทำงาน เจอภาวะที่พูดภาษาบ้าน ๆ ว่า ‘ป่วง’ ซึ่งป่วงในที่นี้ไม่ใช่สิ่งหรือคนรอบข้างมาทำให้เราป่วงหรอกแต่เราป่วงของเราเอง แล้วเราก็เลยไปดึงสิ่งรอบข้างมาแล้วคิดไปเองว่ามันทำให้เราป่วง แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ พอคิดได้อย่างนี้แล้วก็ เห้ย! เมื่อตุลย์เจอเหตุการณ์แบบนี้ ตุลย์จะกลับไปเจอคุรุทางจิตญญาณทั้งสองท่านก่อน เวลามีปัญหาอะไรกับชีวิตจะกลับไปอ่านงานบรรยายของท่านเหล่านี้ตลอด แล้วก็มาคิดกับตัวเอง ว่า เออ!นะ เราป่วงกับตัวเองเราทำร้ายตัวเราเองมันไม่ได้มีใครมาทำอะไรเราเลย จนมันมีคำนี้หลุดมา ชื่อหนังสือของตุลย์มักจะมาจากจังหวะแบบนี้ เหมือนหนังสือเล่มแรกของตุลย์ นับหนึ่งใหม่เข้าใจติดลบ คือมันประสบความสำเร็จมากและมันมาตอนตีสามขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น ซึ่งเล่มนี้ก็เหมือนกันมาตอนไหนก็ไม่รู้ สิ่งที่เราป่วงกับตัวเองเอามาทำร้ายตัวเองแม้กระทั้งความคิด คำพูด การกระทำ ที่เราหลงคิดว่าคนอื่นมาทำร้ายเรา มันคือของเสียหมดเลย ตุลย์ก็เลยเลือกว่า นี่ล่ะที่เราต้องทิ้งฝึกที่จะต้องทิ้งกันออกไป เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นอัตโนมัติแล้วอะไรที่มันมาอยู่ในความคิดด้านลบ มันคือของเสีย มันคือขยะ ก็ทิ้ง มันจะทำให้เราเบาขึ้น และนี่แหละเป็นจุดที่เราน่าจะบอกต่อคนอ่านได้ ก็เลยเอามาเป็นคอนเซ็ปต์ของเล่มแล้วก็เป็นชื่อหนังสือด้วย

mBookStore : ความพิเศษของ “ทิ้งของเสียของชีวิต ออกไปซะ”

ตุลย์ : เขาต้องไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนที่พูดว่า ความคิดด้านลบตัวเองมันคือขยะ มันคือของเสีย ที่ต้องทิ้ง ความพิเศษของมันคือนี่แหละคือสิ่งที่ตุลย์อยากให้ผู้อ่านได้สิ่งนี้เป็นสิ่งแรก และตุลย์ก็เชื่อว่าเมื่อเขาซื้อหนังสือเล่มนี้ไปเขาจะได้แนวทาง และก่อนที่จะได้แนวทางเขาจะได้มองเห็นความคิดของจนเองก่อน มองเห็นความคิดด้านลบ มองเห็นการกระทำด้านลบ มองเห็นผลลัพธ์ด้านลบที่เกิดขึ้นกับเขา เมื่อมองเห็นแล้วปุ๊บ ตุลย์จะกระตุ้นให้เขามองเห็นว่านี่คือของเสีย นี่คือขยะ ที่คุณจะต้องกวาดมันมากอง ๆ ไว้ ใส่ถุงดำมัดปากถุงและทิ้งลงถังขยะให้ได้ทันที ทันทีในที่นี่ของตุลย์คือ ต้องเร็วให้ได้ภายใน 1 วินาที อย่างในงานเขียนบางเรื่อง บางครั้งบอกว่า เร็วได้ยิ่งว่า 1 วินาทีได้ยิ่งดี ที่เขาเรียกว่า อัตถวินาที เพราะเมื่อเราคิดลบแล้วทิ้งเลย มันจะรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังทิ้งขยะทิ้งของเสียซึ่งมันเห็นภาพชัดมาก พอทิ้งแล้วเราก็โปร่งโล่ง มันก็เหมือนมนุษย์ที่กินกาแฟแก้วหนึ่ง พอมันกลายเป็นขยะมันก็คือขยะ ถ้าเรายังถือแก้วอันนั้นอยู่ต่อไปกาแฟก็จะเปลี่ยนที่มันหอมหวานและบูด มันเลยทำให้เห็นภาพว่าสุดท้ายแล้วเมื่อเรารู้ว่าการคิดด้านลบ การกระทำด้านลบ คำพูดด้านลบที่เราทำกับตัวเอง มันก็คือขยะ ก็ทิ้ง พอทิ้งปุ๊บ เราก็จะมีเพื่อที่สำหรับเก็บของดีมา ถ้าเราทิ้งของเสียของชีวิตที่มีอยู่ในชีวิตออกไปหนึ่งอย่าง เราก็จะมีพื้นที่เก็บของดีได้หนึ่งอย่าง อันนี้มันคือสิ่งที่เราควรจะบอกตัวเอง แต่ถามว่ามีหนังสือเล่มนี้แล้วตัวเองเป็นคนที่สมบูรณ์แบบไหม ตุลย์บอกได้เลยว่าไม่ ทุกวันนี้คอยเตือนตัวเองตลอด คอยทิ้งขยะที่รบกวนจิตใจตลอดเมื่อมันแว๊บเข้ามาเราจะมีตัวรู้ที่คอยเตือนว่า ทิ้ง จงทิ้งมันมันคือของเสีย ตุลย์เชื่อว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์แบบคือมนุษย์ที่ขัดเกลาตัวเองทุกวัน มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบคือมนุษย์ที่รู้จักขัดเกลาตัวเองทุกวันว่าตัวเองมีข้อเสียอะไร แก้ไข ปรับปรุง ซึ่งนี่แหละคือมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ถ้าถามว่าตุลย์เป็นมนุษย์ที่สมบรณ์แบบไหม ตุลย์ก่จะบอกว่า ตุลย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบในแง่ของรู้ว่าตัวเองมีข้อเสีย พยายามกล่อมเกลาอยู่ตลอดทุกลมหายใจ ตัวเองไม่ได้ดีไปตลอดชีวิต แต่พร้อมที่จะเป็นคนดีตลอดชีวิต ดังนั้นคนที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ก็จะได้หลายสิ่งหลายอย่างกลับไปซึ่ง ตุลย์เชื่อว่าตั้งแต่หน้าแรกตั้งแต่บทนำก็พูดแบบตรงไปตรงมากับคนอ่านเลย เมื่อก่อนตุลย์เป็นที่ที่เขียนหนังสือแบบว่าให้สเปซคนอ่านได้คิดได้มีเวลาทบทวนความคิด อ่านเรื่อย ๆ แล้วคิดตาม พอมายุคนี้ตุลย์รู้สึกว่ามันอาจจะไมใช่ยุคที่คนอ่านมานั่งขบคิดกับตัวเองแต่เล่มนี้ให้คิดแบบนุ่มลึกแต่ไม่ได้บอกว่า ต้อง หนึ่ง สอง สาม สี่ จงเชื่อฉันก็ไม่ใช่อย่างนั้นแต่อ่านปุ๊บ ให้คิดตามลงมือทำเพราะฉะนั้นมันต้องแอ็คชั่นอยู่ตลอดเวลา

และความพิเศษในความพิเศษคือ หนังสือเล่มนี้ตุลยืได้รับเกียรติจากบุคคล 2 ท่าน ที่มาเขียนคำนิยมให้ หนึ่งก็คือคุณแม่ของตุลย์เอง ตุลย์รู้สึกว่าเล่มนี้คนที่มีคุณค่าและความหมายกับชีวิตของเรามากก็คือ คุณแม่ เพราะคุณแม่รู้คุณค่าในตัวมากที่สุดเขาเขียนคำนิยมให้ตุลย์โดยที่เขาไม่ได้อวยลูกเขาเลยแล้วกำลังจะบอกว่า ลูกเขามีดีอะไร แล้วคนอ่านจะได้อะไรจากลูกฉัน ก็ต้องขอบคุณคุณแม่ด้วย ตอนแรกจะไม่ยอมเขียนกังวลว่ามันจะดีไหม แต่เขาเป็นคนที่รู้จักตัวเราดีกว่าใครเป็นคนที่จะส่งต่อที่จะบอกคนอ่านว่าตุลย์คือใครและกำลังคิดอะไรแล้วตุลย์เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้อย่างไร ก็คือแม่ : คุณม่สุรีย์ หาญจริง

คนที่สองคือพี่โม่ง : ภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ซึ่งตอนที่เขียนคำนิยมให้ ท่านยังเป็นบรรณาธิการอยู่ แต่ปัจจุบันท่านออกไปเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พี่โม่งกรุณามา แกก็โพสต์ในเฟสบุ๊คของแกว่างานเขียนคำนิยมในหนังสือของตุลย์เล่มนี้เป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ทำในโพสต์ทูเดย์ ซึ่งเป็นมุมมองของพี่โมงที่มีต่อคนเราเป็นยังไงถึงจะมีแค่สองหน้าแต่เป็นงานเขียนที่อ่านแล้วต้องได้อะไรอีกมากมายเลยเหมือนกัน คำนิยมมันควรเป็นอะไรที่ไม่ใช่การอวยแต่ควรเป็นอะไรที่ให้คุณค่า

mBookStore : ทำไมถึงต้องอ่าน “ทิ้งของเสียของชีวิต ออกไปซะ”

ตุลย์ : “ทิ้งของเสียของชีวิต ออกไปซะ” ตุลย์เชื่อว่ามันจะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งใน ณ วันนี้ที่ผู้อ่านควรจะต้องซื้อไปอ่าน แล้วทำไมคนถึงต้องซื้อไปอ่าน อยากจะบอกว่าควรที่จะต้องซื้อไปอ่านในทันที เพราะว่ามันคือกระจกส่องที่ทำให้คุณมองเห็นภาพตัวคุณเองแล้วมันเป็นกระจกส่องที่กระตุ้นให้คุณลงมือทำเลย เพราะถ้าคุณลงมือทำปุ๊บคุณจะได้เห็นผลดี เพราะตุลย์ทำแล้วมันทำให้เห็นผลจริง ๆ มันเห็นผลดีกับตัวเราเองจริง ทำให้ชีวิตมีความสุขจริง ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีความสุขกับตัวคุณเองโดยไม่มีความคิดด้านลบที่มารบกวนใจแล้วไม่ทำให้คุณมองเห็นว่าทุกสิ่งรอบตัวมาทำร้ายคุณ .....อ่านแล้วไม่ต้องเชื่อ แค่อ่านแล้วลงมือทำ

mBookStore : ถังขยะสีเงินบนหน้าปก “ทิ้งของเสียของชีวิต ออกไปซะ” มีความหมายว่าอะไร

ตุลย์ : การที่เราได้ทิ้งของเสียออกไป แล้วได้เก็บของดีเข้ามามันเหมือนแบบมันจะนำพาความสุขและความสำเร็จที่ไม่ใช่ตัวเงินแต่เป็นความร่ำรวยความสุข ร่ำรวยความสำเร็จ ร่ำรวยพลังงาน ร่ำรวยกำลังใจ ร่ำรวยจิตวิญญาณ เพราฉะนั้นทิ้งลงมาในถังขยะสีเงินนี่เถอะแล้วความร่ำรวยมันจะเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง

mBookStore : ด้วยยุคเวลาที่หมุนเปลี่ยนไป การอ่านหนังสือก็มีการปรับเปลี่ยน ‘การหนังสือเล่ม’ กับ ‘การอ่านหนังสืออนไลน์’ ต่างกันอย่างไร

ตุลย์ : เอาจากตัวเองเลยนะ เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่มีคำถามเหมือนกับที่ถูกถามเลย ก็พยายามหาคำตอบกลับมาเช่น หนังสือเล่มเสน่ห์ของมันคือ ตั้งแต่หน้าปกหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตุลย์ซื้อหนังสือของ สนพ.เพนกวิน ที่พิมพ์ในนิวยอร์ค พอเห็นหน้าปก เห็นสี เห็นภาพข้างใน นี่แหละคือเสน่ห์ที่ได้สัมผัสหนึ่งล่ะนะ สองกระดาษหน้าปกที่เขาเอามาเล่นมันมีสัมผัสที่ตุลย์คิดว่าที่เมืองไทยจะมีแบบนี้ไหมนะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หนังสือแบบออนไลน์มันให้เราไม่ได้ ออนไลน์จะไม่ให้ในเรื่องการได้สัมผัส ส่วนเนื้อหาไม่ว่าการอ่านที่ไหนเราก็ได้เหมือนกัน แล้วก็หนังสือพับไม่ได้แต่อย่างออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีเราชอบตรงไหน ก็สามารถไฮไลท์ได้อยากเขียนอะไรบนนั้นก็สามารถทำได้ อย่างตุลย์เวลาอ่านหนังสือจะขีด ขีดอย่างเดียวไม่พอยังมีการวงเอาไว้ เขียนว่าฉันคิดอะไร ฉันวิเคราะห์สังเคราะห์อะไร ฉันต้องการสื่ออะไรก็จะเขียนในมุมของตุลย์ แต่คุณค่าของคอนเท้นต์ในมุมของตุลย์ ไม่ว่าจะอ่านบนแพลทฟอร์มไหน ไม่ว่าจะเป็นบนแท๊บเลต มือถือ คอมพิวเตอร์หรือแม้กระทั่งตัวเล่มเอง ถ้าคนอ่านเขารู้จักที่จะวิเคราะห์และสังเคราะห์ทุกคนจะได้หมด แต่ถ้าคุณอยากได้คุณค่าของรสสัมผัส จงซื้อหนังสือ ถึงแม้ว่ามันจะราคาแพงกว่า ถึงแม้ว่ามันจะกินพื้นที่ในบ้านเรามากว่า แต่มันให้รสสัมผัสในการจับหนังสือ เราได้กลิ่นหนังสือ เวลาวางไว้บนชั้นหนังสือมันสวย ซึ่ง e-book จะไม่ได้ตรงส่วนนี้ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ได้เติบโตมากับหนังสือ เขาอาจเติบโตมากับเทคโนโลยี เขาอาจคิดว่าการอ่านใน e-book ฉันจะได้คุณค่ารสสัมผัสแบบของฉัน คือบางคนหัวเก่าก็ไม่เป็นไร เพราะว่าไม่ว่าจะอ่านบนแพลทฟอร์มไหนแล้วได้คุณค่าของคอนเท้นต์เหมือน ๆ กัน ตุลย์ว่าโอเค แล้วตุลย์ก็รู้สึกว่าทั้งสองแบบนี้ไม่ใช่ศัตรูกัน e-book กับ book มันคือเพื่อนกัน มันคือพันธมิตรกันที่จะส่งคุณค่าของเนื้อหาจากนักเขียนไปถึงผู้อ่าน ใครถนัดช่องทางไหน ใครพร้อมช่องทางไหน ก็หาอ่านได้แบบนั้น เรียกได้ว่าตราบที่องค์ประกอบจาก 4 อย่างนี้ คือ หนึ่งความไวของเครือข่ายสัญญาณอินเทอร์เนตยังไม่สูงพอ สองคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่มีเงินที่จะซื้อแท๊บเลตสักอันหนึ่ง สามคนไทยยังไม่มีลักษณะนิสัยรักการอ่านที่ดีเพียงพอ สี่ยังไม่มีดิสทริบิวเตอร์สก็คือผู้จัดจำหน่ายอีบุ๊คที่มากเพียงพอ เหมือน amazon หรืออีกหลาย ๆ ที่ มันทำให้อีบุ๊คยังมาสามารถนำตัวเล่มได้ แต่เมื่อใดที่เมืองไทยมีสี่อย่างนี้พร้อมรูปเล่มก็อาจมีเงียบไปบ้าง

อายุของคนเราส่วนหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นผ่านเหตุการณ์เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับชีวิตของตัวเองมากแค่ไหน แต่กับผู้ชายที่ ชื่อ “ตุลย์ จตุรภัทร” ใช้ประสบการณ์ในการเห็นตัวเอง รวมถึงสิ่งที่อยู่รอบๆข้างของตัวเอง นำมาปรับให้กลายเป็นความคิดดี ๆ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวใน “ทิ้งของเสียของชีวิต ออกไปซะ”

Posted on Friday, November 27, 2015 เข้าอ่าน 272 ครั้ง


จำนวนหนังสือทั้งหมด 7,583 เล่ม
วงการบันเทิง กอสซิป หนังสือแจกฟรี FAQ User Guide ขอเชิญร่วมงาน Art in the Garden นิทรรศการแสดงงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ หนังสือแนะนำทั้งหมด คลิ๊ก 18+ Magazine 7 ห้องสมุดที่ดีที่สุดในเอเชีย ที่คุณต้องไปให้ได้!!! ติดต่อเรา @Kitchen My Cool Kitchen โลกส่วนครัวริมรั้วหลังบ้าน ข่าวสารทั้งหมด คลิ๊ก + ปิดตา เปิดใจ…ร่วมประสบการณ์ การ “ให้” แบบ Dine in the Dark นิตยสารมาใหม่ กฎหมาย การเมือง หนังสือมาใหม่ MAROON 5 ทำเซอร์ไพรส์คู่รัก ในงานแต่ง เพลง SUGAR อัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “V” ท่องเที่ยว กีฬา อ่านฟรี นิตยสารแนะนำ นิตยสารทั้งหมด หนังสือทั้งหมด นานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือ แค่ ๑๓ กรณีตัวอย่าง เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว บนเส้นทางการค้าประเวณี บ้าน การแต่งบ้าน การจัดสวน