Skip to main content
Home << ข่าวสารและกิจกรรม << นิ้วกลม : ชายผู้มีแรงบันดาลใจมาจากความ “คัน”

นิ้วกลม : ชายผู้มีแรงบันดาลใจมาจากความ “คัน”

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้สัมภาษณ์ผู้ชายที่ถูกต่อคิวยาวมากกในการขอลายเซ็นต์ในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านๆ มา นายสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (เอ๋) หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “นิ้วกลม” เรียกได้ว่าได้ข้อคิดอะไรมากมายจากตัวอักษรที่ทางทีมงาน Mbookstore ได้นั่งพูดคุยกับผู้ชายคนนี้ มาดูกันว่าผู้ชายคนนี้ปล่อยตัวอักษรอะไรใส่พวกเราชาว Mbookstore กันบ้าง

Mbookstore - แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือแต่ละเล่มมาจากไหน

นิ้วกลม - มันคล้ายๆ กับเวลาที่เราอยากเขียนหนังสือมันเหมือนกับเวลาเราไปเจออะไรดี สมมุติเมื่อเราไปดูหนังที่มันดูสนุกมากเราก็อยาเอามาเล่าให้เพื่อฟัง เวลาที่เราไปเที่ยวในที่ที่สวยมากก็อยากเอามาบอกคนอื่น กินอาหารอร่อยมากก็อยากเอามาบอก ว่า เห้ย ไปกินร้านนี่ดิ มันอร่อยมาก เหมือนเวลาคิดอะไรออกแล้วอยากบอกคนอื่น มันก็เกิจขึ้นจากแบบนี้ แต่มันก็อาจเกิดขึ้นจากหลายอย่างว่าสิ่งที่เราไปรู้มามันมาจากอะไร ผมว่าสารพัดสิ่งในโลกใบนี้ มาที่นี่แล้วรู้สึกยังไง ก็บอกคนอื่นได้ ไปคุยกับใครมา รู้สึกยังไงก็บอกคนอื่นได้ อ่นเจออะไรมา ประสบการณ์ผ่านอะไรมา เพราะฉะนั้นมันก็เกิดขึ้นได้จาก ประสบการณ์ส่วนตัวและสิ่งที่มากระทบกับชีวิตเรา

ผมว่าแรงบันดาลใจทุกคนมันมี แค่เขาไม่ได้เล่าต่อหรือเปล่า ไม่แน่ใจนะครับ เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘แรงบันดาลใจ’ ว่ามันคืออะไรกัน ผมเข้าใจว่ามันเป็นความ “คัน”  คืออะไรที่มันทำให้เราคัน แล้วเราก็ลงมือทำ ผมคิดว่าคนทุกคนมีสิ่งที่คัน เพียงแค่เวลาเราคันแล้วเราทำหรือเปล่าก็เท่านั้นเองครับ

Mbookstore – เสน่ห์ของการเขียนหนังสืออยู่ที่ไหน

นิ้วกลม – เสน่ห์ของการเขียนหนังสือในมุมของคนเขียนก็คือ มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรามีความสุข เพราะว่าเวลาที่เราเขียนหนังสือเราได้ใช้เวลาไปกับการทบทวนตัวเอง ทบทวนความคิดแล้วก็มันเป็นช่วงเวลาที่สงบและไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของห้วงเวลาในการเขียนมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากเขียนหนังสือ แต่ถ้าหากว่าเสน่ห์ของตัวหนังสือที่เวลาเราอ่านแล้วเราชอบอะไรในมันแล้วก็ ถ้าถามผมผมคิดว่าตัวหนังสือที่มันมีเสน่ห์มันเกิดจากสองอย่าง คือ หนึ่ง ตัวหนังสือที่มันกระทบหัวเรา มันตีหัวเราได้ แบบเห้ย!  ป๊ก! แล้วเราสั่นเปลี่ยนความคิดเรา เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติต่อการใช้ชีวิต ของเราไปได้ นี่คือตัวหนังสือที่มีเสน่ห์สำหรับผม อีกอย่างหนึ่งก็คือ มันกระทบใจเรา คือตัวหนังสือบางตัวหรือว่าบางข้อความ บางเล่ม หรือบางบทความที่มันสามารถสั่นสะเทือนหัวใจเราได้ มันทำให้เราใจหวิว มันทำให้เราหัวเราะออกมา ยิ้มออกมา เราร้องไห้ กระทบต่อความรู้สึกเรา ในแง่ใดแง่หนึ่งที่มันลึกซึ้งและรุนแรง ผมว่าตัวหนังสือแบบนั้นเป็นตัวหนังสือที่มีเสน่ห์

Mbookstore – การอ่านหนังสือแบบ ดิจิตอล กับ การอ่านแบบรูปเล่มมีเสน่ห์แตกต่างกันอย่างไร

นิ้วกลม – จริงแล้วๆ โดยตัวสื่อเองมันอาจจะเป็นแค่ช่องทาง แต่ว่าธรรมชาติบางอย่างของสื่อมันอาจจะทำให้รูปแบบการอ่านมันต่างกัน ดิจิตอลด้วยมันไปอยู่บนอุปกรณ์อิเลคโทรนิคที่มันค่อนข้างฉึบฉับ มันก็มีอะไรมากมายอยู่ในนั้น มีสารพัดแอป สารพัดผู้คน สารพัดสิ่ง ผมว่าธรรมชาติของการอ่านผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ มันก็จะเป็นอะไรที่หวือหวา แล้วก็ค่อนข้างเผ็ดร้อน ฉูดฉาด มีสีสัน แต่ว่ามันอาจจะไม่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของมันก็อาจจะอยู่ตรงที่กระทบความรู้สึกเราอย่างรวดเร็ว เช่นเราอ่านทวิสเตอร์ของคนบางคน เวลาเราอ่านสเตตัสของคนบางคนซึ่งมันไม่ได้ยาวมาก มันอาจจะให้ข้อคิดอะไรเราบางอย่างในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งถ้ามันโดนใจเรามันก็มีประโยชน์หรือว่ามันอาจจะมีข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่เราต้องการเพียงแค่ข้อมูล เช่น ยังไม่ยุบสภานะ หรือว่าศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ตัดสิน หรือว่าแมนยูฯ แพ้ลิเวอร์พูลชนะ หรืออะไรก็ตามที่มันเป็นข้อมูล ผมว่าเราเสพมันผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิกได้ แต่ว่าก็ต้องยอมรับว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบัน คนไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถอ่านอะไรยาวๆ คนจำนวนมากยังไม่สามารถอ่านอะไรยาวๆ ในอินเตอร์เนต บนมือถือหรือบนแท๊บเล็ตได้ ผมก็ยังคิดว่าหนังสือที่มันเป็นเล่มๆ มันเป็นสื่อที่เราสัมผัสด้วยอีกความรู้สึกหนึ่ง เราใช้เวลากับมันมากกว่า เราให้บรรยากาศกับมันมากกว่าด้วย คือเราให้ความเงียบกับมัน เราให้สมาธิกับมัน แล้วผมว่าสิ่งที่มันให้กับเราก็ต่างออกไปด้วยเช่นกัน คือ หนังสือเหมือนคนที่ไม่ได้มาตะโกนใส่เรา ไม่ได้มาแต่งตัวสีส้ม สีเขียวสะท้อนแสง เพื่อดึงดูดความสนใจเรา มันแค่เข้ามาหาเราเงียบๆ จริงๆแล้วเราเป็นคนเข้าไปหาหนังสือเองด้วยซ้ำ และมันก็ค่อยๆ กระซิบบอกเราถึงเรื่องราว ค่อยๆ คลี่เรื่องราวออกมา นอกจากสิ่งที่มันบอกเป็นเรื่องข้อมูลแล้วว่าหนังสือจำนวนมากมันให้อะไรที่มันลึกและกว้างกว่านั้นด้วย คือ สมมุติว่าข่าวเดียวกัน ถ้าคุณอ่านหนังสือคุณก็จะได้อ่านวิเคราะห์ด้วย อ่านเหตุและผลของมันด้วยหรอืว่ายิ่งถ้าอ่านบทความหรือว่ายิ่งเป็นวรรณกรรม มันก็จะมีความซับซ้อนมากกว่าในเนื้อหาและประเด็นต่างๆ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า การอ่านผ่านดิจิตอลทั้งหลายมันก็เป็นเพื่อนเราเวลาที่เราเหงาเราอาจจะเปิดมาแล้วเจออะไรบางอย่าง ก็ยิ้มๆ ไปกับมัน เปรียบเป็นเพื่อนเที่ยว แต่ว่าหนังสือมันเป็นเพื่อนกัลยาณมิตรที่เราคบกับมันแล้วให้อะไรกับเรา สนิทได้ด้วย เราเข้าใจเขามากขึ้น  ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราให้เสลากับเขามากกว่า ก็คบกันนานกว่า ซึ่งมันไม่ใช่ว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่คนละฟังค์ชั่นกันเท่านั้นเอง

Mbookstore – นิ้วกลมเริ่มการเขียนมาจากเฟรนด์ชิป คือยังไง

นิ้วกลม – จริงๆเป็นพวกชอบเขียนอะไรยาวๆ อยู่แล้ว เวลาที่เพื่อนเขียนเฟรนด์ชิป ผมจะเป็นคนที่ยาวมาก ยาวจนเพื่อนรัก ไม่ว่าเพื่อนสนิทหรือไม่สนิทยังไง ผมก็จะเขียนให้มันยาว มันเป็นรสนิยมส่วนตัว ผมไม่คิดว่าเรื่องการเขียนเป็นเรื่องที่สูงส่ง การเขียนมันก็คือการสื่อสาร แล้วผมสนุกกับการเขียน ผมว่าใครสนุกกับการเดิน ก็จะสามารถเดินไกลๆ ได้ เพราะฉะนั้นคงที่สนุกกับการเขียนมันก็เขียนไปได้เรื่อยๆ ก็เขียนบรรยายไปแล้วแต่เพื่อน เพื่อนบางคนถ้ามันกวนเราก็กวนใส่มันทุกบบรรทัด หรือไม่เพื่อนบางคนเรียบร้อยเราก็อาจยั่วยุมัน ให้มันเกิดอาการโกรธเราบ้าง ผมว่าการเขียนมันก็มีเอาไว้ใช้แบบนี้ เอาไว้เล่นสนุกกับผู้คนก็เริ่มจากแบบนั้น แล้วก็ตอนที่เขียนเว็บบอร์ดเขียนเรื่องที่เราอยากเขียน เขียนในภาษาแบบเรา

Mbookstore – ถ้าให้ “นิ้วกลม” เปรียบตัวเองเป็นหนังสือ คิดว่าตัวเองเป็นหนังสือแบบไหน

นิ้วกลม – (นิ่งไป 3 วินาที) เหอๆ มันตอบยากมากเลยครับ ถ้าเปรียบเป็นหิ้งหนังสือจะง่ายกว่า ผมว่าเปรียบยาก จริงๆ อยากจะเปรียบเป็นแม๊กกาซีน แต่ผมคิดว่าก็ไม่ใช่ คือมันยากเหมือนกันเพราะว่าคนเรามันมีมิติเยอะ เวลาที่ผมธรรมะผมก็ธรรมะมากเลยนะ แต่ว่าผมก็ชอบงานดีไซน์ งานที่คิดสร้างสรรค์ ชอบความฉูดฉาดความ ความฉับไว ผมก็ชอบปรัชญา อืม! ยากครับยาก คือมันอาจจะเหมือนถ้าเปรียบง่ายสุดคงเป็นนิยาย (มั้งครับ) คือชีวิตมันก็ดำเนินไปเรื่อยๆ

Mbookstore –อยากเป็นนักเขียนต้องเริ่มยังไง

นิ้วกลม – ให้หยุดอยากครับ เพราะผมได้ยินคนอยากเป็นนักเขียนเยอะมาก ถึงอยากไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็เขียน คือหาคำตอบ อย่าถามคนอื่นว่าถ้าอยากเขียนแล้วต้องทำอะไร คุณต้องตอบคำถามนี้ด้วยตัวคุณเอง ไม่มีใครตอบได้แล้วก็ทุกคนมีคำตอบไม่เหมือนกัน คนคนหนึ่งก็อยากเป็นนักเขียนแล้วเข้าคณะอักษรศาสตร์ คนคนหนึ่งอาจจะเดินเข้านิเทศน์ศาสตร์ คนคนหนึ่งอาจจะเดินเข้าห้องสมุดแล้วเช้าไปหยิบหนังสือว่ามันเริ่มเขียนยังไง มันถึงจะดี ไปหยิบทักษะการเขียน บางคนก็อาจจะไปลงคอร์สเรียนกับนักเขียนต่างๆ บางคนอาจจะสมัครไปเวิร์คช๊อปที่สำนักพิมพ์ต่างๆ เขาจัดขึ้นมา มีนักเขียนมีพี่ๆมาสอน TK Park ก็มีพี่ๆมาทำเวิร์คช๊อปอยู่ตลอด เวลา คือช่องทางแห่งการอยู่บนเส้นทางการเป็นนักเขียนมันมีอยู่เต็มไปหมด ทีนี้เพียงแค่คุณหยุดถามคำถามนี้แล้วเริ่มค้นหามัน ผมว่าเมื่อนั้นก็ละครับ ก็ลองดู แต่ถ้าผมแนะนำง่ายๆ คือ อย่าไปคิดว่าจะเป็นนักเขียน คิดว่าเขียนหนังสือ แล้วก็ผมคิดว่าคนจะเป็นนักเขียนต้องเขียนหนังสืออย่างมีความสุข ถ้าเขียนแล้วมีความทุกข์แปลว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้จาก 2 สิ่ง คือ เราอาจจะไมม่รักการเขียนก็ได้ กับอีกหนึ่งเราอาจจะคาดหวังกับการเขียนมากไปกว่าแค่การอยากเขียน ผมว่ามั่นใจในสิ่งที่อยากเขียน มันไม่มีอะไรไม่ดี แต่ว่ามันดีขึ้นได้ คือสิ่งที่เราเขียนมันไม่มีทางดีที่สุด ต่อให้เป็นนักเขียนซีไรต์เขาก็เขียนเสร็จเขาเขียนโคตรดีเลย เขาก็ยังคิดว่ามันยังไม่ดี มันไม่มีใครพอใจ แต่อย่าไปกดทับตัวเอง อย่าไปดูถูกตัวเองว่างานเขียนเราไม่ดี ผมไม่เคตคิดว่างานเขียนผมดี แต่ผมคิดว่าผมเขียนได้ผมก็เขียน คือจะลงไปวิ่งมันไม่ต้องชนะ จะลงไปเตะมันก็ไม่ต้องชนะ จะลงไปเตะบอลก็ไปเตะบอลอย่าไปคิดว่าจะชนะ มันไม่ต้องเป็นแชมป์เราแค่ลงไปเตะก็แค่นั้น

Posted on Wednesday, July 15, 2015 เข้าอ่าน 505 ครั้ง


จำนวนหนังสือทั้งหมด 7,583 เล่ม
วงการบันเทิง กอสซิป หนังสือแจกฟรี FAQ User Guide ขอเชิญร่วมงาน Art in the Garden นิทรรศการแสดงงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ หนังสือแนะนำทั้งหมด คลิ๊ก 18+ Magazine 7 ห้องสมุดที่ดีที่สุดในเอเชีย ที่คุณต้องไปให้ได้!!! ติดต่อเรา @Kitchen My Cool Kitchen โลกส่วนครัวริมรั้วหลังบ้าน ข่าวสารทั้งหมด คลิ๊ก + ปิดตา เปิดใจ…ร่วมประสบการณ์ การ “ให้” แบบ Dine in the Dark นิตยสารมาใหม่ กฎหมาย การเมือง หนังสือมาใหม่ MAROON 5 ทำเซอร์ไพรส์คู่รัก ในงานแต่ง เพลง SUGAR อัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “V” ท่องเที่ยว กีฬา อ่านฟรี นิตยสารแนะนำ นิตยสารทั้งหมด หนังสือทั้งหมด นานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือ แค่ ๑๓ กรณีตัวอย่าง เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว บนเส้นทางการค้าประเวณี บ้าน การแต่งบ้าน การจัดสวน