Skip to main content
Home << ข่าวสารและกิจกรรม << “ชาญ ธนประกอบ” ผู้ทำให้ “ชีวประวัติ แจ๊คหม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก” มีชีวิตในฉบับภาษาไทย

“ชาญ ธนประกอบ” ผู้ทำให้ “ชีวประวัติ แจ๊คหม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก” มีชีวิตในฉบับภาษาไทย

หนังสือหลายๆเล่ม นอกจากผู้ประพันธ์จะเขียนไว้ได้ดีแล้ว ผู้แปลก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเป็นภาษาที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงเรื่องราวความน่าสนใจของหนังสือเล่มนั้นๆ ภาษา สำนวนของผู้แปล ล้วนเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนั้นๆ ได้รับความสนใจจากผู้อ่าน นอกเหนือจากนักเขียนเอง..

Cover_Jack Ma

หนังสือ “ชีวประวัติ แจ๊คหม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก” หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของชายที่ทำให้วงการธุรกิจต้องสั่นสะเทือน ได้ถูกแปลเป็นฉบับภาษาไทย ด้วยนักแปลคุณภาพชั้นยอดของวงการการแปลหนังสือภาษาจีน เลขานุการสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย  “คุณ ชาญ ธนประกอบ” ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการนักแปลภาษาจีน มีนิยายหลายเรื่องที่ได้รับความนิยม ก็เป็นผลงานการปัดด้ามพูกันแห่งการแปลจากชายคนนี้ วันนี้ Mbookstore จะพาไปรู้จักว่าทำไมเขาคนนี้ถึงได้หลงใหลในการแปลภาษาจีน

Mbookstore : เริ่มที่จะเริ่มแปลหนังสือเมื่อไหร่

Mr.Chan : ต้องย้อนความไปถึงเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นผมเรียนหนังสือและทำงานอยู่ที่ไต้หวัน บังเอิญระหว่างที่เรียนหนังสืออยู่มีโอกาสได้ทำงานของรัฐบาล คือ สถานีวิทยุบรอดแครสติ้ง โคเปอร์เรชั่น ออฟ ไชน่า(Broadcasting Corporation of China) ในรายการภาคภาษาไทยในส่วนของเสียงแห่งจีนเสรี ที่กระจายเสียงสู่ต่างประเทศ ผมรับผิดชอบในการกระจายเสียงมาสู่ประเทศไทย งานตรงนั้นจะได้รับต้นฉบับข่าวและเนื้อหาสาระต่างๆเป็นภาษาจีนทั้งหมด แล้วเราซึ่งจัดรายการภาคภาษาไทยก็ต้องแปลแล้วนำมาอ่านออกอากาศ เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นการสัมผัสงานแปลในยุคแรก ก็ทำงานตรงส่วนนั้นมากว่า 10 ปี เพราะฉะนั้นตลอดเวลาที่ทำงานแปลมานั้นก็คิดว่า การแปลหนังสือนั้นเป็นเรื่องสนุกและเรื่องที่ท้าทายมากพอสมควร แม้ว่าหลายครั้งจะมีความยากลำบากซ่อนอยู่ในนั้นแต่ว่าเมื่อเราสามารถคลี่คลายปัญหาและแปลมันออกมาได้ ก็เป็นความสุขใจอย่างหนึ่ง ก็เลยสนใจเรื่องแปลหนังสือมาเรื่อยๆ จนกระทั้งได้มาทำงานอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปหลังจากที่ได้กลับมาเมืองไทย งานที่ต้องรับผิดชอบและต้องสัมผัสอยู่ทุกวันคือภาษาจีนและภาษาไทย มีการแปลกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลาด้วยเนื้อหาของงาน เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่าเริ่มแปลหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่ คำตอบคือ  เมื่อ 40 กว่าปีก่อน

ที่มาแปลเป็นเล่มและเริ่มออกสู่ตลาดจริงๆ น่าจะเป็นปี 2552 เป็นหนังสือของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน เป็นสาขาในประเทศไทย เขามีหนังสือธรรมะต้องการที่จะแปลออกมาเผยแพร่ เล่มที่แปลจะเป็นธรรมะเกี่ยวกับครู ชื่อของหนังสือ คือ วิถีครูผู้ประเสริฐ์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ท่านธรรมาจารย์ เติ้งเหยียนของไต้หวัน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฉือจี้ท่านบอกว่า “ครูคือเมล็ดพันธุ์สำคัญที่จะถ่ายทอดจิตใจอันดีงาม และมโนธรรม คุณธรรม ศีลธรรม สู่เด็ก เมื่อเด็กได้รับการกล่อมเกลาที่ดี เมื่อเติบโตขึ้นเขาก็จะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีของชาติ และสังคมสืบต่อไป” ก็เริ่มแปลจากตรงนั้น ต่อมาก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อให้มาแปล ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการแปลหนังสืออย่างจริงจัง

a_3

Mbookstore : แรงบันดาลใจที่ทำให้เข้าสู่วงการนักแปล

Mr.Chan : ด้วยเป็นความรักและชอบส่วนตัว และคิดว่างานแปลเป็นงานที่ท้าทาย บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องไปแปลอะไร โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในงานต่างๆ เราจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาจะพูดถึงอะไรเพราะฉะนั้นมันเลยทำให้เราต้องขวนขวาย ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นการเติมเต็มความรู้ของเราในทุกสาขา ดังนั้นถ้ามีงานแปลที่เป็นหนังสือที่ใช้ได้ ที่ไม่ใช่แปลแบบสัพเพเหระ การแปลเป็นการข้ามวัฒนธรรม ข้ามภาษา ตัวเราเองทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ใช้ความรู้ที่เรามีอยู่ถ่ายทอดจากอีกภาษาหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่ง ไปสู่อีกภาษาและวัฒนธรรมหนึ่ง ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเขาได้รับรู้เท่าๆกับเรา ซึ่งมันเป็นงานที่มีความหมาย

Mbookstore : การจะเป็นนักแปลได้ต้องทำอย่างไรบ้าง

Mr.Chan : ผมเคยไปบรรยายในงานฝึกอบรมนักแปลให้กับบริษัทหนึ่ง มีผู้ให้ความสนใจมาฟังประมาณ 100 กว่าท่าน แต่ก็มีวิทยากรหลายท่านด้วยกัน ซึ่งแต่ละท่านก็จะเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของท่าน ส่วนผมได้บอกกับผู้ที่เข้ารับการอบรมในภาพรวม ผมบอกว่าการที่ คุณจะเป็นนักแปลที่ดีได้ ก่อนอื่นคุณต้องเป็นนักอ่านที่ดีก่อน ตรรกะง่ายๆ ถ้าในฮาร์ดดิสก์ของคุณไม่มีอะไรเลย ถ้ามีคนเอางานมาให้คุณแปล คุณจะใช้อะไรในการแปล เพราะฉะนั้นในฮาร์ดดิสก์ของคุณจะต้องอัดแน่นไปด้วยของหลายๆด้าน ภาษาทั้งสองฝ่าย คุณจะต้องมีความถนัดเท่ากัน อย่างน้อยก็ต้องไม่เลื่อมล้ำกันมากเกินไป แต่คำว่าเท่ากันนี่หมายถึงว่าคุณจะต้องเท่ากันในด้านที่ดี ไม่ใช่ในด้านที่ไม่ดี เพราะถ้าไม่ดีก็คงจะแปลไม่ได้แน่ๆ ส่วนเรื่องของการอ่าน ผมอยากจะแนะนำเป็นการส่วนตัวว่า จะต้องอ่านให้กว้างเข้าไว้ คืออะไรก็อ่านได้หมดขอให้เป็นตัวหนังสือและไม่ว่ามันจะเป็นภาษาใด และเมื่อเราอ่านออกจงอ่านมันเสีย ไม่มีคำว่าสูญเปล่าเด็ดขาด เพราะมันจะเป็นการทำให้เราซึบซับความรู้ในสารพัดด้านโดยไม่รู้ตัว  เวลาเราจะแปลเราจะได้มีคลังข้อมูลอยู่ในสมอง ตอนนี้จะเริ่มเป็นนักแปลคุณต้องเจอกับอุปสรรคเพราะว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่เป็นไรคุณก็ต้องลองแปลที่มันสั้นๆ หรือแปลอะไรที่คุณสนใจเป็นพิเศษ มันเป็นสิ่งที่คุณสามาราถฝึกเองได้ ฝึกจนถึงระดับหนึ่งแล้วก็ไปหาหนังสือที่เขาแปลไว้แล้ว อย่างเช่นเรื่อง The Code of Da Vinci เป็นหนังสือดังคนแปลเขาแปลเก่งมาก ก็ลองไปเอาฉบับภาษาอังกฤษมาลองแปลเอง แล้วค่อยเอาที่คุณแปลไปเทียบกับฉบับที่เขาวางขาย แล้วดูสิว่าตรงไหนที่คุณบกพร่อง เพราะที่เขาแปลออกมานั้นมันสมบูรณ์แล้ว ถ้าสมมุติว่าคุณจะแปลจากจีนมาเป็นไทย คุณก็ลองไปหาหนังสือจีนที่เขาแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

แบบเดียวกันครับ แปลจนจบแล้วเอาฉบับที่คุณแปลกับฉบับที่วางขายมาเทียบกันว่าที่เราแปลมันถูกต้องไหมที่เราแปลออกมานี่สู้กับของเขาได้ไหม ถ้าไม่ได้ของเขาดีกว่าตรงไหน ค่อยๆเก็บรายละเอียดทีละนิด ค่อยๆเรียนรู้การที่เราเอาหนังสือที่ออกจำหน่ายแล้วมาลองแปล ผมถือว่าเป็นการสอบใหญ่ คือการสอบจากของจริงที่มีคำเฉลยให้อยู่แล้ว เทคนิคการแปลมี 4 วิธี ถ้าคุณเคยอ่านสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังหน ถ้าคุณรู้แต่ภาษาไทยแล้วคุณไปอ่านสามก๊กฉบับเจ้าพระบาพระคลังหน ผมจะบอกคุณว่ามันสนุกมาก แต่ว่าคุณต้องรู้อย่างหนึ่งว่าท่านเจ้าพระยาฯท่านไม่รู้ภาษาจีน ซึ่งต้นฉบับสามก๊กเป็นภาษาจีน ท่านเจ้าพระยาท่านแปลจากฉบับภาอังกฤษของ ลอร์ดบริวิท เทเล่อร์ (C.H.Brewitt-Taylor) มาเทียบเคียงเสร็จแล้วท่านก็เรียกคนจีนที่เป็นบริวารมาเล่าเรื่องสามก๊กให้ฟังว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นทำอะไรมาบ้าง เขียนออกมาเป็นสามก๊กฉบับสำนวนเจ้าพระยาพระคลังหน ไม่ได้แปลมาจากต้นฉบับ ซึ่งนับเป็นการแปลลอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งถ้าคุณมีความเชี่ยวชาญในภาษาแบบท่านวิธีนี้ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง

การแปลวิธีที่สอง คือ แปลตรงตัว เขาว่ามาอย่างไรก็แปลไปแบบนั้นแล้วไม่ต้องดัดแปลง หรือขัดเกลาให้น้อยที่สุด ภาษาอย่างนี้พอแปล ออกมาเมื่อคนอ่านเห็นก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นภาษาแปล ถ้าแปลจากจีน เราจะเรียกว่า ภาษาตะเกียบ’ เพราะมีกลิ่นไอของตะเกียบเยอะมาก ถ้าหากว่าแปลจากภาอังกฤษด้วยการแปลดื้อๆแบบนี้เราเรียกว่า การแปลแบบ ภาษาช้อนส้อม’ เพราะว่ามีกลิ่นไอของตะวันตกอยู่เต็มซึ่งมันไม่ใช่ภาษาไทย ผิดไวยกรณ์ไทย หนังสือแบบนี้เราจะพบได้ในนิยายกำลังภายในที่ขายอยู่ในเมืองไทย คือการแปลแบบตรงเป๊ะ แต่มันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของนิยายกำลังภายในไปแล้ว วิธีที่สาม ซึ่งจะคล้ายกับของท่านเจ้าพระยาพระคลังหน คือ คนอ่านไปอ่านทั้งหมด อ่านที่ละบท แล้วจับใจความถ่ายทอดออกมาทีละบทเป็นภาษาไทย จริงๆวิธีนี้ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นการแปล เพราะคุณไปตีความแล้วก็สรุปเอาเอง การแปลแบบนี้มันจะทำให้หลายอย่างหายไปคือ หนึ่งอรรถรส เพราะว่าคุณใส่อัตวิสัยเข้าไปด้วย สองคือนักเขียนทุกคนมีช่องว่างระหว่างบรรทัด ภาษาอังกฤษคือ Between Line นักเขียนจะทิ้งข้อคิดระหว่างบรรทัดเขาไม่ได้พูดซะจนหมด เพราะอันนั้นมันคือการทิ้งพื้นที่ให้ผู้อ่านไปจินตนาการต่อ หรือขบคิดกันเอง เพราะฉะนั้นหากจะเป็นนักแปล อย่าเป็นนักแปลประเภทนี้ เพราะว่า สนพ.เขาไม่เอา

วิธีที่สี่ คือ วิธีที่ผมใช้อยู่ และนักแปลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จใช้อยู่ คือเราแปลแบบซื่อสัตย์ต่อภาษาเดิม ภาษาเดิมเขาว่ามาอย่างไรเราก็ว่าไปอย่างนั้น แต่เราจะต้องขัดเกลาให้เข้ากับภาษาไทย โดยที่เนื้อหาใจความและคีย์เวิร์ดในแต่ละประโยคไม่หายไป แม้แต่คำว่า ‘ของ’ คำว่า ‘off’ คำว่า ‘by’ ก็ต้องไม่หายไปต้องถูกไวยกรณ์ไทย วิธีนี้คือวิธีแปลที่ดีที่สุด แล้วทาง สนพ.มีการ Request ว่าต้องการงานแปลแบบนี้ การจะแปลหนังสือทั้งสองภาษาของเราต้องมีทักษะทางภาษาที่เท่ากัน เพราะฉะนั้นมันคงไม่ใช่ของง่ายที่คนคนหนึ่งจะแตกฉานในหลายภาษาจนเท่ากันหมด ดังนั้นโดยเฉพาะส่วนตัวของผมจึงถนัดที่จะแปลจากจีนเป็นไทย หรือจากไทยไปเป็นจีนผลงานจึงมีแค่การแปลจากสองภาษานี้เท่านั้น

Mbookstore : จากการได้แปลหนังสือ “ชีวประวัติ แจ็คหม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก” มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง

Mr.Chan : โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้รู้จักกับ แจ็ค ไม่มีโอกาส แต่ผมติดตามเรื่องราวของเขามานานพอสมควร รับรู้ข่าวสารของแจ็คหม่า และอาลีบาบา เป็นระยะๆ จากข่าวเป็นส่วนใหญ่ เป็นภาษาอังกฤษบ้าง จากภาษาจีนบ้าง ก็รับข่าวแบบกระท่อนกระแท่นมา ยังคิดว่าคนคนนี้เป็นไงมายังไง รู้ว่าเขารวย เขาดัง เขาประสบความสำเร็จ แต่ว่าตัวตนของเขาเป็นยังไงกันแน่ ผมสนใจ แต่ไม่เคยเจอหนังสือที่บอกเล่าเรื่องของเขาได้อย่างชัดเจน ก็เก็บเอาไว้ในใจ จนมาวันหนนึ่ง คุณภานี ลอยเกตุ  บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ค มาทาบทามว่ามีหนังสือของแจ็คหม่าอยากจะแปลไหม ผมว่าด้วยกระแสกำลังมาแรงและเป็นคนที่ผมสนใจอยู่แล้วก็ลองเอามาดูว่าถ้าเนื้อหามันดีก็น่าแปล ตอนเอามานี่เป็นหนังสือที่มีความหนามากเนื้อหาก็น่าสนใจดูจากคนเขียนเป็นนักวิชาการและนักเขียนมือทอง เขาเขียนเกี่ยวกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ในแวดวงธุรกิจการเงินมาเยอะมากและตัวเขาเองก็เป็นนักวิจัย

เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อมือว่าสิ่งที่ออกจากมือและสมองของสองคนที่เขียนร่วมกัน มันจะต้องไม่เลวแน่ๆผมเลยรับที่จะแปล ถามว่าความรู้สึกในขณะที่แปล ต้องแบ่งเป็นสองเรื่อง คือ หนึ่งเรื่องของความเป็นมาเป็นไปของแจ็คหม่าตั้งแต่ที่เขาเกิด เติบโต เริ่มเรียนหนังสือ เริ่มสร้างธุรกิจ ล้มลุกคลุกคลาน จนกระทั่งประสบความสำเร็จในประเทศจีน ไปประสบความสำเร็จในต่างประเทศ จนกระทั่งหุ้นของเขาเข้าตลาดหุ้นของอเมริกา ขั้นตอนเหล่านี้ตอนแปลไปนั้นมันตื่นเต้น คอยลุ้นให้เขาตลอดเวลาว่าตอนนี้จะเป็นยังไง ตอนที่เขาใกล้จะล้มละลาย ใกล้จะเจ๊ง  Masayoshi’san แห่ง ซอล์ฟแบงค์ของญี่ปุ่น ก็ให้ แองเจิ้ลฟันด์ (Angel Fund) เข้ามา ผมก็คิดว่าคนเรานี่มันก็มีโชคเหมือนกันนะ แต่โชคนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและจังหวะเวลาด้วย ปรากฏว่าแจ็คหม่าก็กลับขึ้นมายืนอีกครั้งหนึ่งได้ และก็ต่อสู้จนอาลีบาบาเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ในโลกปัจจุบันนี้ แปลไปตื่นเต้นไปลุ้นไป

แต่ขณะเดียวกันมีความยากลำบากอยู่พอสมควร ด้วยคนเขียนเขาเป็นคนจีน เขาขียนโดยที่เขาไม่ได้นึกว่าคนอ่านจะเป็นใคร หรือคนจะเอามาแปล เขาก็เขียนของเขาไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคำศัพท์ที่เขาใช้บางอย่างมันอยู่ในประเทศจีน บางอย่างก็เป็นบุคคลในประเทศจีน และหลายอย่างๆก็เป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ต และศัพท์เฉพาะของตลาดหุ้น ซึ่งต่างๆเหล่านี้เราไม่ค่อยได้สัมผัสเราจึงต้องไปค้นคว้าว่าบุคคลที่เขายกขึ้นมาอ้าง หรือว่าประวัติศาสตร์ของเหมาเจ๋อตุงที่เขาพูดถึง กระบวนการลองมาร์ช (Long Marc) ผมก็คิดว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยที่เป็นคนอ่านจะรู้ เพราะประวัติศาสรต์นี้มันยาวนานมาแล้ว อย่างเช่นคนเขียนเขายกพวกบทกวี บทความของจีนมาใส่ ทั้งจีนโบราณและจีนปัจจุบัน เราก็ต้องพยายามกลั่นกรองที่ให้เป็นภาษาใกล้ๆกับเขา อันที่สองก็คือเราจะต้องบอกผู้อ่านด้วยว่าเนื้อความตรงนี้มันหมายความว่าอะไร ต่างๆเหล่านี้มันอยู่ที่ทักษะของภาษา ความขยันที่จะไปค้นคว้าและกลั่นกรองออกมาโดยสมมุติฐานว่า ถ้าตัวเราเองไม่รู้เรื่องเลยแล้วมาอ่านหนังสือเล่มนี้จะรู้เรื่องไหม เราต้องคิดเผื่อผู้อ่านด้วยเพราะเป็นหนังสือที่ทำออกมาเพื่อขาย ถ้าคุณแปลแบบเข้าใจคนเดียวคนอ่านอ่านแล้วไม่เข้าใจหนังสือเล่มนี้จะไร้ค่าทันที เพราะฉะนั้นระหว่างการแปลอารมณ์ก็จะผสมผเสกันแบบนี้ตลอด 35 วันของการแปล จากต้นฉบับประมาณ 400 กว่าหน้า เล่มนี้ผมแปลอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช เสาร์-อาทิตย์นี่ทำงานแปลวันละ 10 ชั่วโมงติดต่อกัน 4-5 อาทิตย์

b_1

Mbookstore : ทำไมถึงต้องอ่านเล่มนี้

Mr.Chan : ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ มันล้ำค่าตรงที่มันให้แรงบันดาลใจอย่างสูง ในวันที่เปิดตัวหนังสือ มีคนอยู่ด้านล่างเวที ถามผมว่า หนังสือเล่มนี้มีค่ายังไง และแจ็คประสบความสำเร็จได้ยังไง ผมบอกสองคำถามนี้คือคำถามเดียวกัน แจ็คประสบความสำเร็จได้เพราะเขามีฝัน และฝันนั้นไม่สลาย เขายืดหยัดในความฝันของเขา ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลาน ไม่ว่าใครจะด่าใครจะว่ายังไงก็ตาม ความฝันนี้มันก็ไม่เคยสลาย และจนถึงทุกวันนี้เขายังทำตามความฝันนั้น ความฝันตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเราจะเห็นว่า ขั้นตอนแต่ละตอนในการสร้างธุรกิจของเขาและเส้นทางชีวิตของเขา เขาจะต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าถ้าเราย้อนกลับไปดูความฝันครั้งแรกของเขาเขาไม่เคยเปลี่ยนเลยยังคงไปในทิศทางเดียวกันตลอด คือ หนึ่ง เขาจะสร้างบริษัทที่สร้างโดยคนจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สองเขาจะใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจประเทศจีน สามเขาจะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการช่วย  SME จำนวนมหาศาลของประเทศจีนให้อยู่รอดและก็ให้รุ่งเรืองได้ ทุกอย่างที่เขาทำจนถึงปัจจุบันนี้ งานชิ้นล่าสุดหลังจากที่แจ็คเกษียณแล้วเขาทุ่มเทให้กับแพลตฟอร์มอันหนึ่ง เรียกว่า Chainiao Network Logistic คือเป็นการทำโลจิสติกส์บนอินเทอร์เนต เพราะว่าประเทศจีนนั้นมีถึง 30 มณฑล เพราะฉะนั้นเรื่องของโลจิสติกส์การส่งสินค้า การซื้อขายออนไลน์ของประเทศจีนมันไม่ใช่แบบที่เราคิด ไปรษณีย์ของเขาไม่สามารถรับภาระได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในประเทศจีนมีพวกส่งด่วนแบบม้าเร็ว ใช้มอเตอร์ไซค์บ้าง รถเล็กส่วนตัวบ้าง แต่เนื่องจากภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์มันกว้างใหญ่มาก จึงทำให้เว็บไซต์ต่างๆต้องสร้างคลังสินค้าตามหัวเมืองต่างๆ ไม่อย่างนั้นตลาดจะแคบ

แต่ Chainiao Network Logistic ที่แจ็คทำจะสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ให้คุณสามารถติดตามสินค้าของคุณได้ว่าตอนนี้เดินทางถึงไหน ใครกำลังส่งต่อ เป็นโครงการที่มหาศาลมากทุนเฟสแรกกับสองอยู่ที่ 3 แสนล้านหยวน เกือบสองล้านล้านบาท เพื่อปฏิวัติเศรษฐกิจจีน เพื่อ SME เป้าหมายนี้ไม่เคยเปลี่ยน  เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ทำให้เราฉุกคิดว่าเราทุกคนเกิดมามีฝันในวัยเยาว์ว่าอยากจะทำอะไรเป็นอะไร แล้วเวลาผ่านไปความฝันเหล่านี้ก็อาจมีซีดจางแล้วสลายไป แต่แจ็คใม่ เป็นคุณค่าที่สูงเยี่ยม วันงานเปิดตัวหนังสือผมพยายามบอกคนที่มานั้งฟังอยู่ด้านล่างเวทีว่า 1.คุณอ่านเอง 2.ซื้อไปแจกลูกหลาน แจก พนง. เพื่อจุดไฟในดวงใจของเขาให้เป็นคนมีฝันและให้เขาไปไล่ตามความฝันของเขา ถ้าหากว่าคนส่วนมาในสังคมนี้ไปไล่ความฝันของตัวเอง เป็นฝันที่ดี เป็นฝันที่สร้างความรุ่งเรืองและความสำเร็จ สังคมนี้ก็จะเป็นสังคมที่ Active และก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

Mbookstore : เสน่ห์ของการแปลหนังสือ แตกต่างจากการเขียนหนังสือไหม

Mr.Chan : มีทั้งความเหมือนและความต่าง มันมีความเหมือนเราพูดถึงคนเขียนหนังสือ จะต้องมีจินตนาการว่า เขาต้องการที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอะไรกันแน่ อันที่สองเขาก็ต้องวางพล็อตเรื่องว่ามันจะต้องเริ่มต้น ตรงกลาง จบเป็นยังไง อย่างตอนที่ผมอยู่ไต้หวันเคยอ่านบทสัมภาษณ์โกวเล้ง นักเขียนนิยายกำลังภายใน เขาบอกว่า ตอนเขาเขียนตัวละครเขามีเยอะ เขาจะวาดแล้วตัดรูปตัวละครตัวนั้นหน้าตา สวมเสื้อผ้ายังไง แล้วใช้อาวุทธอะไร มีกำลังภายในของสำนักไหน ไม้ตายกระบวนท่าของเขาคืออะไร เขาเขียนเป็นตัวๆเอาไว้ ซึ่งตัวละครเหล่านี้ก็จะมารวมเป็นเรื่องของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มสาธยายเรื่องราว แต่ทั้งเรื่องมีแกนหลักอยู่คือเรื่องของคุณธรรม เขาวางตัวเรื่องละครต่างๆไว้ได้เป็นอย่างดีนั่นแสดงว่าเขามีจิตนาการว่าเรื่องนี้จะเป็นแบบนี้ สองเขาวางพล็อตเรื่องเอาไว้แล้ว แต่พล็อตเรื่องก็สามารถเปลี่ยนได้ สามต้องมีความรู้ในสิ่งที่เขียน เพราะคุณคงไม่สามารถเขียนในสิ่งที่ตัวคุณเองไม่รู้ได้ เมื่อเขียนไปแล้วรู้สึกว่าเรายังไม่รู้ลึกถึงตรงนั้นก็ต้องไปค้นคว้าศาสตร์ตรงนั้นว่าจะไปต่ออย่างไร จะทำให้เนื้อหาของเนื้อเรื่องมันลึกซึ้งขึ้น ต่อมาคือทักษะทางภาษา ที่เขาจะถ่ายทอดสามข้อที่กล่าวมาให้ออกมาเป็นภาษาน้ำหมึก ตัวหนังสือได้อย่างไร นี่คือนักเขียน

ส่วนนักแปลมันจะย้อนทางก่อน อย่างที่ผมบอกเอาไว้ในตอนแรกคือ คุณจะต้องเป็นนักอ่านที่ดี ต้องเรียนรู้ทักษะทางภาษาให้เท่ากัน แต่คุณไม่ต้องวางพล็อตเรื่อง ซึ่งก็ต่างจากนักเขียนพล็อตเขามีอยู่แล้วคุณแค่เดินตามเขาไปเท่านั้นเอง และสิ่งที่ต้องขวนขวายศึกษาเพิ่มก็ต้องมี เช่าถ้าเขาพูดถึงบทกวีของโบราณ จะบอกยังไงให้คนปัจจุบันได้รับรู้ว่า สมัยโน้น สมัยนี้ของจีนห่างออกไปเป็นพันๆปีมีคนนี้แล้วเขาพูดว่ายังไง เขาคือใคร ก็ต้องมาใส่วงเล็บให้ผู้อ่านได้ทราบ อีกอันคือจินตนาการ คุณอาจจะบอกว่าคุณเห็นภาษาแล้วคุณก็แปลคุณบอกไม่เห็นต้องใช้จินตการ แต่มันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเพียงแต่เราไม่ได้ใช้จินตนาการว่าต้องเขียนอย่างไร เราต้องจินตนาการให้ออกว่าในขณะที่คนเขียนเขียนอยู่ ในสมองเขาคิดไปถึงตรงไหน เราต้องจินตการความรู้สึกและวัตถุประสงค์ของผู้เขียน เพราะผู้เขียนไม่ได้มานั่งบอกเราอยู่ข้างๆ เราต้องเดาเอาเอง การเดาเอาเองนี่แหละคือ จินตนาการ เป็นการจินตนาการว่าภาษาที่เราจะใช้แปลจะต้องตรงกับสปิริตที่เขามีอยู่เพื่อที่เราจะได้ถ่ายทอดได้ถูกต้อง

Posted on Friday, June 5, 2015 เข้าอ่าน 1 ครั้ง


จำนวนหนังสือทั้งหมด 7,583 เล่ม
วงการบันเทิง กอสซิป หนังสือแจกฟรี FAQ User Guide ขอเชิญร่วมงาน Art in the Garden นิทรรศการแสดงงานศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ หนังสือแนะนำทั้งหมด คลิ๊ก 18+ Magazine 7 ห้องสมุดที่ดีที่สุดในเอเชีย ที่คุณต้องไปให้ได้!!! ติดต่อเรา @Kitchen My Cool Kitchen โลกส่วนครัวริมรั้วหลังบ้าน ข่าวสารทั้งหมด คลิ๊ก + ปิดตา เปิดใจ…ร่วมประสบการณ์ การ “ให้” แบบ Dine in the Dark นิตยสารมาใหม่ กฎหมาย การเมือง หนังสือมาใหม่ MAROON 5 ทำเซอร์ไพรส์คู่รัก ในงานแต่ง เพลง SUGAR อัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “V” ท่องเที่ยว กีฬา อ่านฟรี นิตยสารแนะนำ นิตยสารทั้งหมด หนังสือทั้งหมด นานมีบุ๊คส์ เปิดตัวหนังสือ แค่ ๑๓ กรณีตัวอย่าง เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว บนเส้นทางการค้าประเวณี บ้าน การแต่งบ้าน การจัดสวน